บริษัททัวร์ กัสโต้  
     
tour บริษัททัวร์ กัสโต้ เวิลด์ ทัวร์ Gusto World Tour

บริษัททัวร์ โทร กัสโต้

บริษัททัวร์ รูปภาพ บริษัททัวร์ เกี่ยวกับเรา บริษัททัวร์ ติดต่อเรา บริษัททัวร์

tour
     
 
บริษัททัวร์ ทัวร์เอเซีย ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์เอเซีย
บริษัททัวร์ ทัวร์ยุโรป ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์ยุโรป
บริษัททัวร์ ทัวร์อเมริกา แคนาดา ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์อเมริกา แคนาดา
บริษัททัวร์ ทัวร์ออสเตรเลีย ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์ออสเตรเลีย
บริษัททัวร์ ทัวร์นิวซีแลนด์ ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์นิวซีแลนด์
บริษัททัวร์ ทัวร์รัสเซีย ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์รัสเซีย

บริษัททัวร์ ทัวร์แอฟริกา ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์แอฟริกา

บริษัททัวร์ ทัวร์ในประเทศ
ทัวร์ในประเทศ
 
  บริษัททัวร์ กัสโต้ เวิลด์ ทัวร์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/03295
โทร 02-542-4040 แฟกส์ 02-542-4292
 
     
   
 

 

กัมพูชา ประเทศกัมพูชา Cambodia

กัมพูชากัมพูชา
กัมพูชากัมพูชา

 

ประเทศกัมพูชา Cambodia

เมืองหลวงกัมพูขา พนมเปญ
อาณาเขตกัมพูขา ทิศเหนือ ติดกับประเทศลาว และประเทศไทย
ทิศใต้ ติดกับทะเลอ่าวไทย
ทิศตะวันออก ติดกับประเทศเวียดนาม
ทิศตะวันตก ติดกับทะเลอ่าวไทยและประเทศไทย
ภูมิศาสตร์กัมพูขา กัมพูชามีพื้นที่ประมาณ 181,035 ตารางกิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก 580 กิโลเมตร จากเหนือตรดใต้ 450 กิโลเมตร กัมพูชา มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายชามหรืออ่าง คือ ตรงกลางเป็นแอ่งทะเลสาบและลุ่มแม่น้ำโขงอันกว้างขวาง มีภูเขาล้อมรอบอยู่ 3 ด้าน ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ ประกอบด้วยที่ราบรอบทะเลสาบเขมร และที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง มีทิวเขาล้อมรอบทางเหนือ คือ เทือกเขา พนมดงรัก เทือกเขาบรรทัด เทือกเขาอันนัม
ภูมิอากาศกัมพูขา เป็นแบบร้อนชื้นแถบมรสุม ฤดูฝนเริ่มจากเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ฤดูแล้งเริ่มจากเดือนพฤศจิกายน-เมษายน
ประชากรกัมพูขา กัมพูชามีประชากรประมาณ 14 ล้านคน (ก.ค. 2548) ครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศอายุต่ำกว่า 17 ปี เนื่องมาจากสงครามล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งมีเชื้อสายเขมร 90 % นอกนั้นเป็นเชื้อสายเวียดนาม 4% และ จีน 3 % แล จาม(นับถือ ศาสนาอิสลาม) ,ชาวเขาเผ่าต่างๆ 3%ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ
เขตการปกครองกัมพูขา มี 4 กรุง ได้แก่ กรุงพนมเปญ กรุงไพลิน กรุงแกบ กรุงพระสีหนุ และ 20 จังหวัด ได้แก่ กระแจะ เกาะกง กันดาล กัมปงจาม กัมปงชนัง กัมปงทม กัมปงสะปือ กัมปอต ตาแก้ว รัตนคีรี พระวิหาร พระตะบอง โพธิสัต บันเตียเมียนเจย เปรเวง มณฑลคีรี สตึงเตรง สวายเรียง เสียมราฐ อุดรมีชัย
ธงชาติกัมพูขา เป็นธงที่เคยใช้ก่อนวันที่ 18 มีนาคม 2513 มีแถบสีน้ำเงิน – แดง – น้ำเงินตามแนวนอน โดยมีรูปปราสาทนครวัดสามยอดสีขาวอยู่ตรงกลางบนแถบสีแดง เพลงชาติ เพลงนาคราช (Nokoreach)
ภาษากัมพูขา ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการ ส่วนภาษาที่ใช้โดยทั่วไป ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเวียดนาม ภาษาไทย และภาษาจีน
ศาสนา  ศาสนาฮินดูหรือพราหมณ์เข้ามาจากอินเดียผ่านทางชวาเมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว ต่อมาศาสนาพุทธนิกายมหายานเข้ามาเมื่อ 800 ปีก่อน ส่วนนิกายหินยานนั้นเข้ามาภายหลังรัชสมัยของนักองค์จันทร์(พ.ศ. 2509) ปัจจุบัน ศาสนาพุทธนิกายหินยาน เป็นศาสนาประจำชาติ พระพุทธศาสนา 93% ศาสนาอิสลาม 3.5% ศาสนาคริสต์ 2% ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 0.3%
สกุลเงินกัมพูขา เรียล(Riel) อัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน 1 บาทไทยเท่ากับ 100 เรียล ส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็นธนบัตรใบละ 100 / 1,000 / 5,000 / 10,000 เรียล เงิน 1 ดอลล่าร์สหรัฐฯ จะมีค่าเท่ากับ 3,360 เรียล โดยประมาณ สำหรับเงินดอลล่าร์สหรัฐ ฯ มีความสำคัญในประเทศกัมพูชา นักท่องเที่ยวนิยมจะนำไปใช้จ่ายในการชำระค่าบัตร เข้าชมโบราณสถานต่างๆ และชำระเป็นค่าโรงแรมที่พัก และร้านอาหารต่างๆ ซึ่งจะแสดงราคาเป็นเงินเหรียญสหรัฐ ฯ จึงเป็นที่ยอมรับของประชาชนชาวกัมพูชาอย่างแพร่หลาย
   

 

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ของ กัมพูขา

เมืองเสียมเรียบ

หรือที่รู้จักกันในชื่อ เสียมราฐ อันหมายถึงเมืองขึ้นของสยามประเทศ ส่วนความหมายแรกก็ หมายถึงสยามประเทศราบเรียบ แต่จริง ๆ แล้วที่จากเสียมราฐ เป็นเสียมเรียบ ก็น่าจะมากเขมรมักจะ ใช้สระเอียมากกว่าสระอา อาทิ สันติภาพก็เป็นสันติเพียบ นาคก็เป็นเนียก และ เสียมราฐก็เลย กลายเป็น เสียมเรียบ


ปราสาทบันทายสรี กัมพูชา

ปราสาทบันทายสรี

สำหรับ ปราสาทบันทายศรี หรือ บันทายสรี แม้จะเป็นปราสาทเล็กๆ ไม่ใหญ่นัก แต่มีความเด่น ตรงที่สร้างด้วยหินทรายสีชมพู และมีการแกะสลักที่ละเอียดมาก ภาพที่เห็นเหมือนจะลอยออกจากหิน กล่าวกันว่า พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงสร้างเทวาลัยนี้เพื่ออุทิศแก่พระครูพรหมณ์ยัชญาวรหะ ที่เลี้ยงดูพระองค์มาแต่ยังเยาว์ แต่บางแห่งก็ว่าพระครูท่านนี้ขออนุญาตจากพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 สร้างเอง อย่างไรก็ดี ปราสาทแห่งนี้ก็มาสร้างเสร็จสมบูรณ์ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 และเป็นเทวสถานลัทธิไศวะนิกาย คือนับถือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด เหนือกว่าพระวิษณุ หรือพระพรหม ทำให้ภาพสลักหินที่นี่จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระศิวะและพระอุมา (ชายาพระศิวะ)เป็นส่วนใหญ่ และก็มีรูปนางอัปสรที่ว่ากันว่าสวยที่สุด ด้วยว่าเทพธิดาองค์นี้เธอชม้ายชายตาผิดไปจากนางอัปสรในที่อื่นๆ ปราสาทนี้ สร้างปลายสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมิน (พ.ศ.1510)แต่มาเสร็จเอาในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ซึ่งเป็นพระราชโอรส แต่คนที่สร้างต่อจนเสร็จเป็นพราหมณ์ชื่อคุรุยัชญวราหะ ตัวปราสาทหลังเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งสร้างด้วยหินทรายสีชมพูแกะสลักภาพนูนต่ำอย่างงดงามมาก โคปุระของปราสาท บันทายสรี มีลวดลายงดงามมาก จำหลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ผ่านโคปุระชั้นนอกซึ่งมีกรอบประตูไม่ใหญ่นักเข้าไป จะเป็นทางเดินปูลาดด้วยหินทราย สองข้างทางปักด้วยเสานางเรียง ทำด้วยหินทราย เช่นกัน ห่างเป็นระยะ ๆถัดออกไปเป็นสระบารายขนาดเล็ก ซึ่งกินพื้นที่อ้อมไปถึงกลุ่มตัวปราสาทด้านใน ปราสาทบันทายสรี หรือที่ชาวเขมรเรียกว่า บันเตย์เสรย แปลว่า ป้อมแห่งสตรี

ปราสาทบันทายสรี กัมพูชาปราสาทบันทายสรี กัมพูชา


ปราสาทตาพรม

ปราสาทตาพรม กัมพูชาปราสาทตาพรม กัมพูชาปราสาทตาพรม กัมพูชา

เชื่อกันว่าเป็น ราชวิหาร หรือวัดที่สร้างตามคติพุทธแบบมหายาน พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างเป็นวัดในพุทธศาสนา เพื่อถวายให้พระมารดาของพระองค์ มีความแปลกตาตรงที่เป็นปราสาทที่มีรากไม้ที่ขึ้นคลุมตัวปราสาทไว้ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ดึกดำบรรพ์อายุนับร้อยปีนานาชนิด มีชื่อว่า ต้นสะปง หรือคนไทยส่วนใหญ่เรียก ต้นสำโรง ปราสาทแห่งนี้เป็น 1 ใน 102 แห่งของอโรคยาศาลา หรือ ศาลาไร้โรคที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างไว้เพื่อรักษาผู้ป่วยหรือจะเรียกว่า สาธารณสุขโบราณ ก็ว่าได้ ซึ่งมีรากไม้ขนาดใหญ่อันมหึมาปกคลุม และ ชอนไชตามช่องว่างของก้อนหินขนาดใหญ่แต่ละก้อน ดูน่าเกรงขาม เหมือนต้องคำสาป เป็นวัดในพุทธศาสนาที่มีขนาดใหญ่โตมากกว่าสนามหลวงของไทยรวบรวมหมู่ปราสาทไว้ถึง 24 หลัง


นครวัด

     ซึ่งเป็นปราสาทที่ยิ่งใหญ่ที่สุด งดงามอลังการตระการตามีความลงตัวสมบูรณ์แบบมากที่สุดในบรรดาปราสาทขอมโบราณ และปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์ไว้ได้ดีที่สุด จนได้รับการยกย่องให้เป็น สิ่งมหัศจรรย์ หนึ่งในจำนวนเจ็ดสิ่งของโลก ในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 โดยสร้างขึ้นราวๆ ปี พ.ศ. 1656 - 1693 ว่ากันว่าการก่อสร้างปราสาทนครวัด ก็เปรียบเสมือนการย่อส่วน ของจักรวาลตามคติความ เชื่อของอินเดียโบราณที่ขอมรับมาอีกทอดหนึ่ง โดยตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีลักษณะเป็น รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดพื้นที่กว้าง และยาวราว 1,500 และ 1,300 บาท เมตร มีคูน้ำขนาดกว้าง 190 เมตร ยาวด้านละ 1,900 เมตร ล้อมรอบ เชื่อกันว่าการก่อสร้างใช้ ช่างวิศวกรควบคุมการก่อสร้าง 500 คน ส่วนแรงงานใช้ถึง 100,000 คน พร้อมทั้งให้ ช้างลากหิน 5,000 เชือก และใช้แพบรรทุกหินจากพนมกุเลน ( อยู่ห่างจากเสียมเรียบ 65 กม. ) โดยล่องมาจากลำน้ำเสียมเรียบ ถึง 7,000 แพ ประมาณกันว่าใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 37 ปี สะพานหินนาคราช ที่มีความยาว 200 เมตร อันเปรียบเสมือนสะพานรุ้งที่ต่อเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสรวงสวรรค์... พบกับความงดงามของ ภาพจำหลักนูนต่ำ เรื่องมหาภารตยุทธ์ เรื่องรามเกียรติ์ ภาพพระนารายณ์อวตาลในปางต่างๆ การตรวจพลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ภาพทหารขำขันของ กองทัพแห่งกรุงสยาม ซึ่งเรียกว่า เสียมกุก และภาพการกวนทะเลน้ำนม หรือ กวนเกษียนสมุทร เพื่อให้ได้น้ำอมฤต ซึ่งมีขนาดใหญ่และมีความยาว 49 เมตร และภาพจำหลักนูนต่ำที่สะดุดตาที่สุด อีกกลุ่มก็คือภาพเทพอัปสร หรือนางอัปสร จำนวนถึง 1,635 นาง สลักอยู่บนฝาผนังระเบียงและโคปุระทุกชั้น ซึ่งแต่ละนางมี มีลักษณะการแต่งกาย ทรงผม และเครื่องประดับที่แตกต่างกัน ว่ากันว่าถ้าจำแนกทรงผมจะได้ถึง 36 ทรงผม และชมนางอัปสรที่มีลักษณะแปลกๆ อาทิ อัปสรยิ้มเห็นฟัน อัปสรเผยอลิ้น 2 แฉก อัปสรทรงผมเซล่ามูน และ อัปสรใส่กางเกงขาสั้น เป็นต้น

นครวัด กัมพูชา


นครธม

หรือเมืองพระนครหลวง แปลว่า เมืองใหญ่ เป็นเมืองหลวงของขอมโบราณมานับร้อยปี และตัว "นครธม" จะมิได้หมายถึงปราสาทเพียงปราสาทเดียวแบบนครวัด แต่จะประกอบด้วยปราสาทหินต่างๆ ที่สร้างขึ้นโดยกษัตริย์หลายยุคสมัย เช่น ปราสาทบายน , ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทตาพรม สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทพนมบาเค็ง สร้างในสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ปราสาทบันทายศรีหรือบันทายสรี สร้างในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมัน ที่ 2 ปราสาทปักษีจำกรง สร้างสมัยพระเจ้าหรรษาวรมันที่ 2 เป็นปราสาทหลังขนาดย่อมอยู่ตรงทางเข้านครธม คงจะสร้างเพื่อเป็นเสมือนตัวแทนของพระองค์ ที่คอยสอดส่องดูแลทุกข์สุขของราษฎรทั่วไป ด้วยความที่ว่าพระอวโลกิเตศวร หมายถึงพระโพธิสัตว์ผู้เป็นใหญ่ในโลก ที่ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา แทนที่จะเสด็จนิพพานไปก่อน กลับอยู่ช่วยเหลือพวกมนุษย์ให้พ้นทุกข์แล้วจึงจะเข้าถึงนิพพานภายหลัง ที่ดูพิเศษของปราสาทนี้คือ สองข้างของสะพานที่ทอดข้ามคูเมือง คือ สะพานนาคราช สะพานข้ามเพื่อเข้าสู่นครธม สร้างขึ้นตามความเชื่อทางศาสนา ด้านหนึ่งเป็นศิลาสลักเป็นรูปเทวดากำลังฉุดนาค ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นรูปอสูรซึ่งมีขนาดใหญ่มากกว่า 5 เท่าคนจริงรวมกันถึง 108 ตน นำชม ประตูเมือง ที่มียอดเป็นรูปพระโพธิสัตว์หันพระพักตร์ไปทั้ง 4 ทิศที่วิจิตรพิศดารกว่าในประตูเมืองต่างๆ ที่ท่านเคยพบมา ด้านซ้ายจะรูปเป็น เทวดา 54 องค์กำลังฉุดตัวนาค ส่วนด้านขวาก็เป็นยักษ์ 54 ตนกำลังฉุดนาคเช่น

นครธม กัมพูชา


ปราสาทบายน

ลักษณะเด่นของ ปราสาทนี้ คือบนยอดปราสาทแต่ละยอดได้สลักเป็นรูปใบหน้า คนขนาดใหญ่ทั้ง 4 ทิศ จำนวน 54 ยอด จำนวน 216 หน้า แต่ละใบหน้ามีรอยยิ้มที่มุมปาก ที่ดูมีเมตตา และ อ่อนโยน หรือที่เรียกว่า รอยยิ้มแห่งบายน และปราสาทนี้ยังเป็นศูนย์กลางของ อังกอร์ธม หรือ นครธม ผนังด้านล่างของตัวปราสาทจะปรากฏภาพสลักฝาผนัง ซึ่งเป็นภาพ แสดงชีวิตประจำวันของชาวเขมร และภาพการ สงครามระหว่างขอม (เขมรโบราณ) กับพวกจาม (เวียดนามโบราณ) ซึ่งเปรียบเสมือนการบันทึกประวัติศาสตร์ อันยิ่งใหญ่ เกรียงไกรของเขมรไว้ พระชัยพุทธมหานาคและบ่อน้ำโบราณ ซ่อนอยู่ในห้องแคบๆ ลึกลงไปใต้ฐานปราสาทกว่า 20 เมตร และน้ำจากบ่อนี้จะถูกนำไปใช้ประกอบ พิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์เขมรทุกรัชกาล

ปราสาทบายน กัมพูชาปราสาทบายน กัมพูชา

 


พนมบาเค็ง

พนมบาเค็ง กัมพูชา

เป็นเทวสถานที่สร้างตามลัทธิไศวนิกาย เมื่อราว พ.ศ. 1443 เพื่อเป็นศูนย์กลางของเมืองพระนคร (อังกอร์) ตั้งอยู่บนภูเขาหินเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญจุดหนึ่งของนครวัด-นครธม เป็นที่ที่จะต้องมานั่งชมพระอาทิตย์ตก เมื่อชมวิวจากด้านบนและจะสามารถชมความงามของนครวัดและนครธมได้อย่างงดงาม


ปราสาทบาปวน

ปราสาทที่ตั้งอยู่ในพระราชวังหลวง มีทางเดินเป็นสะพานหินทอดจากประตูไปยังตัวมหาปราสาท ซึ่งมีบันทึกว่าเป็นปราสาทที่ฉาบด้วยทองคำ (ปิดทอง)


ปราสาทพิมานอากาศ

ปราสาทพิมานอากาศ กัมพูชา

สร้างด้วยศิลาแลงซ้อนกัน 3 ชั้นแบบปิรามิด ชั้นบนสุดเป็นหินทรายเชื่อว่าเป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าประจำวัน กล่าวกันว่าทุกคืนก่อนพระเจ้าแผ่นดินจะทรงบรรทมจะต้องมาสวดมนต์บูชาเทพเจ้าทุกคืน แล้วไปชมสระน้ำ ซึ่งอยู่ทางเหนือของพระราชวัง เป็นที่ซึ่งเจ้านายในราชสำนักใช้เป็นที่อาบน้ำแบ่งออกเป็น 2 สระ สำหรับสระผู้ชายสระหนึ่งและสระผู้หญิงสระหนึ่ง ก่อนออกจากบริเวณพระราชวังหลวง 


ลานพระเจ้าขี้เรื้อน

ลานพระเจ้าขี้เรื้อน กัมพูชา   ลานพระเจ้าขี้เรื้อน กัมพูชา

ลานแห่งนี้สร้างขึ้นในปลายพุทธศตวรรษที่ 18 โดยที่ไม่ทราบชื่อ จึงถูกขนานนามขึ้นใหม่ เชื่อกันว่าเป็นศาลตัดสินโทษ ผนังของลานสันนิษฐานว่าถล่มลงและได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ทั้งหมดมีความยาว25 เมตร สูง 6 เมตรมีภาพสลักนูนสูงที่ระเบียง เป็นภาพพญายมมีนางนาคอยู่ทั้งสองข้าง กล่าวถึงเมืองบาดาล อันเป็นที่พักอาศัยของนาค มีมุมระเบียงมีภาพสลักนูนสูงของนาค 9 เศียร และ 5 เศียรอยู่ข้างบน 


เขาพนมกุเลน

เขาพนมกุเลนเขาพนมกุเลนเขาพนมกุเลน

สร้างในปีพุทธศตวรรษที่ 14 : รัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 : เป็นศิลปะแบบกุเลนตาม ศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย

ในภาษากัมพูชา พนม หมายถึง ภูเขา กุเลน หมายถึง ต้นลิ้นจี่ ชื่อนี้ได้มาจากบริเวณนั้นมีต้นลิ้นจี่มากนั่นเอง มเหนทรบรรพต หรือ เขาพนมกุเลน ในปัจจุบัน เป็นเทือกเขาสูงทอดยาว พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ได้สถาปนาศูนย์กลางเมืองหลวงขึ้นพร้อมๆ กับที่ได้สถาปนาลัทธิเทวราชาขึ้น เพื่อความต้องการทางการเมืองให้หลุดพ้นจากอำนาจของชวา มีการประกอบพิธีกรรมโดยเชิญพราหมณ์มาเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมดังกล่าว

ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่บอกว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงประทับอยู่ที่เขาพนมกุเลนนานเท่าไร แต่นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าคงไม่นานเพราะเป็นภูเขาสูงชัน ภูมิประเทศจึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นเมืองหลวงเท่าใดนัก ในที่สุดพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ก็เสด็จกลับมาครองราชย์ที่หริหราลัยอีก ประทับอยู่จนถึงวันสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ ก็เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.1393 ภายหลังการเสด็จสวรรคตแล้ว ทรงได้รับพระนามว่า ปรเมศวร หลังจากนั้นไม่มีกษัตริย์ขอมองค์ใดย้ายเมืองหลวงมาบนเขาพนมกุเลนอีกเลย หลังจากนั้นมาอีก 300 ปี จึงมีการสร้างมหาปราสาทนครวัดขึ้น ร่องรอยของปราสาทบนเขาพนมกุเลนจึงพบเป็นปราสาทหลังเล็กๆและมีสภาพทรุดโทรมลงมาก มีเพียงแต่ศิวลึงค์ที่ถูกแกะสลักอยู่ใต้น้ำนับพันอันที่ยังคงสภาพดีอยู่

สิ่งที่ค้นพบในพนมกุเลน
ศิวลึงค์นับพันองค์อยู่ใต้น้ำ ศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย บูชาศิวลึงค์ว่าเป็นต้นกำเนิดของสรรพชีวิต ศิวลึงค์นั้นก็คืออวัยวะเพสชายใช้แทนพระศิวะ และฐานโยนีที่ล้อมรอบศิวลึงค์ ก็คืออวัยวะเพศของเพศหญิง ซึ่งก็คือนางอุมาเทวีชายาของพระศิวะนั่นเอง ชาวฮินดูเชื่อว่าตราบใดที่อวัยวะทั้งสองยังอยู่ด้วยกัน ตราบนั้นโลกจะอยู่เย็นเป็นสุข มีความเจริญรุ่งเรืองสำหรับการบูชาศิวลึงค์นั้น พราหมณ์จะเป็นผู้นำน้ำมาราดบนศิวลึงค์และน้ำที่รดนั้นจะไหลออกไปที่ช่องโยนี ลงไปสื่อโสมสูตรผู้คนที่มารองรับน้ำนี้ไปกินเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์สามารถรักษาโรคภัยได้
- การประกอบพิธีด้วยการทำน้ำศักดิ์สิทธิ์ กระทำไม่บ่อยนัก โดยปกติแล้วแท่นศิวลึงค์จะถูกประดิษฐานไว้บนปรางค์ประธานของปราสาท ต่างๆ เมื่อกระทำพิธีเศกน้ำศักดิ์สิทธิ์จึงได้ปริมาณน้ำที่ไม่มากนักในขณะที่ชาวเมืองต่างพากันมารองรับน้ำกันมากมาย พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงเห็นว่าเป็นความยุ่งยากและไม่ทั่วถึง จึงเกิดความคิดทำให้แม่น้ำเสียมเรียบกลายเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์เสมือนแม่น้ำคงคา พระองค์จึงโปรดให้สร้างศิวลึงค์อยู่ใต้น้ำเสียเลยเมื่อน้ำไหลผ่านรูปแกะสลักศิวลึงค์ใต้น้ำ จึงเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ให้ผู้คนมารองรับไปกิน หรือนำไปฝากญาติมิตรที่อยู่ห่างไกลออกไปได้สะดวก
- ศิวลึงค์ที่อยู่ใต้น้ำที่เป็นช่วงต้นแม่น้ำเสียมเรียบนี้อยู่บนเขามีภูมิประเทศเป็นหินทรายอยู่ใต้น้ำยาวหลายร้อยเมตร ขอมโบราณได้ขุดทางเดินสายน้ำใหม่เป็นทางเบี่ยงให้ลงไปอีกทางหนึ่ง เพื่อจะให้บริเวณที่จะทำการแกะสลักศิวลึงค์ใต้น้ำได้สะดวก เมื่อการแกะสลักเรียบร้อยแล้วจึงกลบ ทางเบี่ยงนั้นแล้วปล่อยให้น้ำไหลตามเดิม
- สำหรับศิวลึงค์ที่อยู่ใต้น้ำมีมากถึงหนึ่งพันองค์ซึ่งใช้แทนฤาษีหนึ่งพันตน นอกจากศิวลึงค์แล้วยังมีรูปวิษณุเทพถูกแกะสลักอยู่ด้วยกัน
พนมกุเลนเป็นที่ตั้งของมเหนทรบรรพต มเหนคร หมายถึง พระศิวะ ส่วนบรรพตนั้นหมายถึง ภูเขา ความหมายของเมืองจึงเป็นที่อยู่ของพระศิวะ พนมกุเลนจึงเป็นนิมิตรรูปของเขาพระสุเมรุราชที่มี 109 ยอด ยอดสูงสุดคือยอดเขาไกรลาศ เป็นที่อยู่ของพระศิวะ และพระนางอุมาเทวี และพนมกุเลนยังเป็นสัญลักษณ์ของเขาหิมาลัย ที่มีแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลลงมาจากธารสวรรค์
น้ำตกพนมกุเลน หลังจากชมความมหัศจรรย์ของศิวลึงค์พังองค์แล้ว สายน้ำที่ไหลลดหลั่นลงสู่ที่ต่ำยังก่อให้เกิดชั้นน้ำตกสวยงามถึงสองชั้นด้วยกัน ชั้นแรกเป็นน้ำตกชั้นเล็ก ดูสวยงาม น้ำไหลลงเป็นม่านท่ามกลางราวไพรที่โอบล้อม ส่วนชั้นช่างมรทางเดินเลาะลงไปเล็กน้อยจะพบชั้นน้ำตกสูง สถานที่นี้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเขมร
วัดพระองค์ธม นอกจากการได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์หรือที่ใครๆ ขนานนามว่าเทวาลัยใต้น้ำแล้ว ยังมีศาสนสถานอีกแห่งหนึ่งที่น่าไปชม คือวัดพระองค์ธม หรือวัดพระองค์ใหญ่นั่นเอง อยู่บนยอดสูงสุด ห่างจากน้ำตกไม่ไกลนัก พระพุทธรูปนี้เดิมทีเป็นก้อนหินขนาดใหญ่และถูกแกะสลักเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขึ้น โดยฐานยังเป็นก้อนหินอยู่ การขึ้นไปชมนั้นต้องปีนบันไดสูงสิบกว่าเมตรไปยังโบสถ์ลอยฟ้า ที่สร้างขึ้นไว้คลุมองค์พระ และยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม เห็นราวป่าเขียวชอุ่มพระพุทธรูปนี้ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1701 ในรัชสมัยพระเจ้าศรีสุคฯธบุตรและพระเจ้าองค์จันทร์ที่ 1


 
   

 

 

เตรียมตัวเที่ยว
ข้อมูลเที่ยวต่างประเทศ
เที่ยว เอเซีย
เขมร กัมพูชา | ลาว | เวียดนาม | พม่า | ญี่ปุ่น | เกาหลี | จีน | ฮ่องกง | มาเก๊า | มาเลเซีย | สิงคโปร์ | อื่นๆ |
เที่ยว ยุโรป
เที่ยว อเมริกา
เที่ยว ออสเตรเลีย | นิวซีแลนด์
เที่ยว แอฟริกา

 

เช่ารถตู้ บริการเช่ารถตู้ จองรถตู้
 

 

 

    บริษัททัวร์
tour หมายเหตุ : ทัวร์ทุกกรุ๊ปของบริษัทฯ รวมค่าภาษีสนามบินทุกแห่ง ค่าวีซ่า ค่าภาษีน้ำมัน ของสายการบินต่างๆ แล้ว / ขอสวงนสิทธิ์ในการปรับราคา หากมีการขึ้น่าธรรมเนียมน้ำมันจากสายการบิน ติดต่อสอบถามได้ที่ฝ่ายขาย tour
 
 

 

 
     
  | บริษัททัวร์ | หน้าหลัก | ทัวร์ในประเทศ | ทัวร์เอเซีย | ทัวร์ยุโรป | ทัวร์อเมริกา แคนาดา | ทัวร์ออสเตรเลีย | ทัวร์นิวซีแลนด์ | ทัวร์รัสเซีย | ทัวร์แอฟริกา | ทัวร์จีน | ทัวร์ไต้หวัน | ทัวร์ฮ่องกง | ทัวร์มาเก๊า | ทัวร์เกาหลี | ทัวร์ญี่ปุ่น | ทัวร์เขมร | ทัวร์กัมพูชา | ทัวร์นครวัด | ทัวร์ลาว | ทัวร์วียดนาม | ทัวร์พม่า | ทัวร์มาเลเซีย | ทัวร์สิงคโปร์ | ทัวร์บรูไน | ทัวร์อินโดนีเซีย | ทัวร์บาหลี | ทัวร์อินเดีย | ทัวร์เนปาล | ทัวร์อียิปต์ | ทัวร์จอร์แดน | ทัวร์ตุรกี | ทัวร์โอซาก้า | ทัวร์ต่างประเทศ | ทัวร์  
     
  ทัวร์จีน | ทัวร์ปักกิ่ง | ทัวร์เซี่ยงไฮ้ | ทัวร์กุ้ยหลิน | ทัวร์คุนหมิง | ทัวร์กวางเจาเทรดแฟร์ | ทัวร์ซีอาน | ทัวร์ฮาร์บิน | ทัวร์จางเจียเจี้ย | ทัวร์เฉินตู | ทัวร์ทิเบต | ทัวร์สิบสองปันนา  
     
       
  บริษัททัวร์ กัสโต้ เวิลด์ ทัวร์ Gusto World Tour

บริษัททัวร์ กัสโต้ เวิลด์ ทัวร์ (Gusto World Tour Co,. Ltd.)

8/29 ถ.สุคนธสวัสดิ์ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กทม. 10230
โทร 02-542-4040 แฟกส์ 02-542-4292

Web : http://www.gustotour.com  Email : gusto@gustotour.com