บริษัททัวร์ กัสโต้  
     
tour บริษัททัวร์ กัสโต้ เวิลด์ ทัวร์ Gusto World Tour

บริษัททัวร์ โทร กัสโต้

บริษัททัวร์ รูปภาพ บริษัททัวร์ เกี่ยวกับเรา บริษัททัวร์ ติดต่อเรา บริษัททัวร์

tour
     
 
บริษัททัวร์ ทัวร์เอเซีย ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์เอเซีย
บริษัททัวร์ ทัวร์ยุโรป ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์ยุโรป
บริษัททัวร์ ทัวร์อเมริกา แคนาดา ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์อเมริกา แคนาดา
บริษัททัวร์ ทัวร์ออสเตรเลีย ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์ออสเตรเลีย
บริษัททัวร์ ทัวร์นิวซีแลนด์ ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์นิวซีแลนด์
บริษัททัวร์ ทัวร์รัสเซีย ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์รัสเซีย

บริษัททัวร์ ทัวร์แอฟริกา ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์แอฟริกา

บริษัททัวร์ ทัวร์ในประเทศ
ทัวร์ในประเทศ
 
  บริษัททัวร์ กัสโต้ เวิลด์ ทัวร์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/03295
โทร 02-542-4040 แฟกส์ 02-542-4292
 
     
   
 

พม่า Myanmar

 

เมืองหลวง

เนปีดอ (Naypyidaw) (ภาษาพม่า: ) หรือบางครั้งสะกดเป็น เนปีตอ (Nay Pyi Taw) เป็นเมืองหลวงและเมืองศูนย์กลางการบริหารของสหภาพพม่าที่ได้ย้ายมาจากย่างกุ้งตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ตั้งอยู่ในหมู่บ้านจัตปแว (Kyatpyae) ทางทิศตะวันตกของตัวเมืองเปียนมานา (Pyinmana) ในเขตมัณฑะเลย์ สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาโดยรอบ เมืองนี้เป็นเมืองเดียวของประเทศพม่าที่สามารถใช้ไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในขณะที่เมืองหลวงเก่าย่างกุ้งจะไฟฟ้าดับอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เมืองนี้อยู่ห่างย่างกุ้งไปทางเหนือประมาณ 320 กิโลเมตร


อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับพรมแดนระหว่างพม่าและอินเดีย
ทิศใต้ ติดกับเทือกเขาอาระกันโยมากั้นเป็นแนวยาว
ทิศตะวันออก ติดกับเป็นที่ราบสูงชาน
ทิศตะวันตก ติดกับมีทิวเขาตะนาวศรี กั้นระหว่างไทยกับพม่า


ภูมิประเทศ

ส่วนใหญ่จะเป็นเทือกเขาสูงจากเหนือลงใต้ เพราะเป็นแนวเทือกเขาหิมาลัยสลับกับพื้นที่ที่เป็นที่ราบสูงมียอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศ คือ ยอดเขาคากาโบ ราซี (Hkakabo Razi) มีความสูง 5,881 เมตร และมีที่ราบลุ่มแม่น้ำที่สำคัญคือ ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิระวดี (Ayeyarwady หรือ Irrawady) แม่น้ำชินด์วินด์ (Chindwinh) แม่น้ำสะโตง (Sittoung) แม่น้ำสาละวิน (Salween) ซึ่งที่ราบลุ่มแม่น้ำเหล่านี้กลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยทำการเกษตรที่สำคัญของชาวพม่าจวบจนปัจจุบัน


ภูมิอากาศ

 สภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่ในบริเวณที่เป็นเทือกเขาสูงทางตอนกลางและตอนเหนือของประเทศ จะมีอากาศแห้ง และร้อนมากในฤดูร้อน ส่วนในฤดูหนาวอากาศจะเย็นมาก ตามชายฝั่งทะเลและบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำจะ แปรปรวนในช่วงเปลี่ยนฤดู เพราะได้รับอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่นเสมอ ทำให้บริเวณนี้มีฝนตกชุกหนาแน่นมากกว่าตอนกลาง หรือตอนบนของประเทศที่เป็นเขตเงาฝน ข้อแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวคือ ควรเดินทางในช่วงเดือน พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ เพราะฝนไม่ตก และ อากาศไม่ร้อนจนเกินไปนัก


ประชากร

ประชากรส่วนใหญ่ของพม่าจัดอยู่ในกลุ่มชาวทิเบต – พม่า (Tibeto-Burman) ซึ่งอพยพลงมาจากดินแดนทิเบต โดยกลุ่มชนชาวพยู (Pyu) เป็นกลุ่มแรกที่เข้ามา ตั้งหลักแหล่งทำมาหากินในพม่า ตั้งแต่ยุค 2,500 กว่าปีก่อน ปัจจุบันเชื้อสายของประชากรจึงมีความแตก ต่างกันมากมาย ประกอบไปด้วยชนเชื้อสายม่าน หรือเมียน หรือพม่า ประมาณ 65% ชาวไทใหญ่ 10% ชาวกะเหรี่ยง 7% ชาวยะไข่หรืออาระกันและชาวฉิ่น 4 % และชาติพันธุ์ที่เหลือแตกย่อยออก ไปเป็นกลุ่ม ชนอื่น ๆ มากมายถึง 135 ชาติพันธุ์ ได้แก่ พวกกะฉิ่น ว้า มอญ ไต ม้ง และกลุ่มชาวอัสสัมเผ่าต่าง ๆ เป็นต้น


ระบอบการปกครอง

มีระบบการปกครองแบบเผด็จการทหาร

เขต
เขตการปกครอง ประเทศพม่าแบ่งเป็น 7 เขต (divisions) และ 7 รัฐ (states) ได้แก่
1.เขตอิรวดี (Ayeyarwady) 2.เขตพะโค (Bago) 3.เขตมาเกว (Magway)
4.เขตมัณฑะเลย์ (Mandalay) 5.เขตสะกาย (Sagaing) 6.เขตตะนาวศรี (Tanintharyi) 7.เขตย่างกุ้ง (Yangon)

รัฐ
ได้แก่ 1.รัฐรัฐชิน (Chin) 2.รัฐกะฉิ่น (Kachin) 3.รัฐกะเหรี่ยง (Kayin) 4.รัฐกะยา (Kayah) 5.รัฐมอญ (Mon) 6.รัฐยะไข่ (Rakhine) 7.รัฐฉาน หรือรัฐไทใหญ่ (Shan)


ภาษา

ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ภาษาพม่า กะเหรี่ยง และไทใหญ่ เพราะเป็นกลุ่มชนส่วนมาก และแม้จะมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองสำหรับใช้สื่อสารกับชาวต่างชาติ แต่ก็มีจำนวนน้อยที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี  แต่นักท่องเที่ยวสามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับพนักงานโรงแรมหรือตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญได้


สถานที่ท่องเที่ยว

เจดีย์ชเวมอดอร์ (พระธาตุมุเตา ) SHWEMAWDAW PAGODA

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง (SHWEDAGON PAGODA) หรือ เจดีย์ทองแห่งเมืองดากอง หรือ ตะเกิง (ชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง) ไม่เคยเลือนหายจากจิตใจชาวมอญ
และพม่าแห่งลุ่มน้ำอิระวดี เป็นเวลานับพันปีมาแล้ว แต่โบราณนานมา ชาวมอญเรียกมหาเจดีย์แห่งนี้ว่า “ธาตุศก” คนไทยเรียก “ พระเกศธาตุ” เนื่องจากภายในพระมหาเจดีย์บรรจุพระเกศาแห่งองค์พระศาสดามหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของพม่า ซึ่งมีความสูงถึง 326 ฟุตแห่งนี้ เมื่อแรกสร้างนั้นมีความสูงเพียง 27 ฟุตเท่านั้น
ขนาดและความสูงขององค์เจดีย์ที่เพิ่มขึ้นกว่าสิบเท่า จึงสะท้อนแรงศรัทธา อันสืบเนื่องยาว นานของกษัตริย์และประชาชนชาวมอญและพม่าได้เป็นอย่างดี

ตามประวัตินั้น ไม่มีหลักฐานระบุว่ารูปร่างของเจดีย์ชเวดากองเมื่อแรกสร้างเป็นอย่างไร แต่เมื่อมีการ บูรณะและก่อเสริมในระยะหลัง มีหลักฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากมหาเจดีย์ชเวสิกอง เมืองพุกาม ซึ่งนับเป็นพุทธ ศิลป์สกุลช่างพุกามยุคต้น ชเวดากองจึงมีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังกลม มียอดฉัตรเป็นกลีบบัวถลา
ก่อเป็นรูปกรวย แหลมกลมสูงไปจนถึงยอด ซึ่งเมื่อสืบค้นลึกลงไปก็พบว่าศิลปะการก่อสร้างเจดีย์เช่นนี้ พุกามก็รับเอามาจากมอญ อีกทอดหนึ่งนั่นเอง

สำหรับคนไทย แสงสีทองที่ส่องสะท้อนจากองค์พระมหาเจดีย์ชเวดากอง คือความขัดข้องใจ อันเนื่องมาจากเรื่องเล่าที่ฝังใจมานานว่า พม่าลอกทองจากวัดวาอารามในกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งกรุงแตกครั้งที่ 2 ในปี 2310 มาประดับองค์เจดีย์ชเวดากอง ทว่าก็ยังไม่มีใครสามารถค้นหา หลักฐานมายืนยันได้อย่างแน่ชัด
ด้วยกาล เวลาที่ล่วงเลยมานานกว่า 200 ปี มหาเจดีย์ก็ผ่าน การบูรณะ ปฏิสังขรณ์มานับครั้งไม่ถ้วน แต่สิ่งที่ปรากฏในหลักฐานเอกสารคือ นับตั้งแต่เจดีย์ชเวดากอง หรือ พระเกศธาตุ เริ่มสร้างขึ้นเมื่อกว่า 1,200 ปีก่อนนั้น พระมหากษัตริย์มอญ และ พม่าในสมัยต่อ ๆ มา แทบทุกพระองค์ ได้ถือเป็นพระราชภารกิจ ในการก่อเสริมองค์พระเจดีย์ให้สูงใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ดังที่สมเด็จกรม พระยาดำรง ราชานุภาพ เล่าไว้ว่า จากแรก เริ่มที่สูงเพียง 27 ฟุต จนสูงถึง 326 ฟุต กว้าง 1,355 ฟุต ในปัจจุบัน
และยังมีตำนานเล่ากันว่า ในสมัยพระนางชิน สอว์บู หรือ นางพระยาตะละแม่ท้าวเจ้ากษัตรีชาวมอญ ผู้ครอบครองเมืองหงสาวดี ได้ทรงบริจาคทองคำเท่าน้ำหนัก พระองค์เองในการบูรณะพระมหาเจดีย์ จนกลายเป็นราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงต้องปฏิบัติสืบ ต่อกันมา

นอกจากนั้น ยังมีหลักฐานการบูรณะชเวดากองครั้งใหญ่อีกครั้ง ในสมัยพระเจ้ามังระ หรือ อลองพญามหาราช ผู้กรีฑาทัพไปตีกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่สอง เมื่อ ปี 2310 อันอาจเป็นเหต ุให้เกิดข้อสันนิษฐานที่ยากจะพิสูจน์ได้แน่ชัดว่า พม่าลอกทองจากกรุงศรีอยุธยา มาบูรณะชเวดากอง อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน มหาเจดีย์ ชเวดากองมีทองคำโอบหุ้ม อยู่เป็นน้ำหนักถึง 1,100 กิโลกรัม โดยช่างชาวพม่าจะใช้ทองคำแท้ตีเป็นแผ่น เรียงปิดองค์เจดีย์ไว้
รอบองค์ (สังเกตจาก รอยต่อของแผ่นทองคำ ซึ่งมิได้ผสานเป็นเนื้อเดียว แต่จะเป็นแผ่น ๆ มาเรียงต่อกัน) ครั้นเมื่อแผ่นทองหมองคล้ำก็จะแกะถอดออกมาขัดล้างปีละครั้ง เป็นประเพณีสืบเนื่องกันตลอด จนทำให้ชเวดากองเป็นมหาเจดีย์ทองคำที่สุกปลั่งวาวงามอยู่เป็นนิรันดร์

ฉัตรทององค์ใหญ่บนยอดเจดีย์ชเวดากอง เคยหักตกลงมาหลายครั้งเพราะเกิดแผ่นดินไหว ครั้งที่มีการบูรณะ ฉัตรครั้งสำคัญ คือในสมัยพระเจ้ามินดงปกครองเขตพม่าเหนือใน ขณะที่ย่างกุ้งและพม่าใต้ตกเป็นของอังกฤษแล้ว (ตรงกับปลายรัชกาลที่ 4ต่อต้นรัชกาลที่ 5 ของไทย) พระเจ้ามินดงจึงทรงพยายามรวมจิตใจชาวพม่าเป็นหนึ่งเดียว กันด้วยการเรี่ยไรกันปฏิสังขร์ชเวดากอง โดยทรงบริจาคพระราชทรัพย์เพื่อสร้างฉัตรขึ้นใหม่ จนล่ำลื่อกันว่ายอดฉัตร แห่งชเวดากองนั้น ประดับด้วย
เพชรพลอยอัญมณีล้ำค่า คิดเป็นราคาถึงกว่า 62,000 ปอนด์ ในสมัยนั้น โดยเฉพาะที่ยอดเจดีย์ ประดับเพชรเม็ดใหญ่ที่มีน้ำหนักถึง 76.6 กะรัต และที่ขอบฉัตร ประดับระฆังใบเล็กไว้ถึง 50,000ใบทีเดียว ทว่าพระองค์ก็ทรงถูกอังกฤษดูแคลน ด้วยการไม่อนุญาตให้พระองค์จัดขบวนแห่แหนฉัตรทอง จากราชธานีของพระองค์ที่กรุงมัณฑะเลย์มายังกรุงย่างกุ้ง ดังกล่าวมาแล้ว รอบ ๆ องค์พระเจดีย์ชเวดากอง เป็นลานกว้างที่รองรับแรงศรัทธาของ พุทธศาสนิกชนได้จำนวนมากบริเวณทางขึ้นทั้งสี่ทิศ จะมีวิหารโถงสร้างด้วยเครื่องไม้หลังคาทรงปราสาท ปิดทองล่องชาดประดับกระจกทั้งหลัง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปเป็นประธาน สำหรับให้ประชาชนมากราบไหว้บูชามหาเจดีย์ ชเวดากอง ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพมีพระนิพนธ์ว่าเป็นฝีมือจำหลักลวดลายลงบนไม้ของช่างพม่าที่วิจิตรพิส ดารมาก แม้ว่าจะเคยเกิดไฟไหม้ แล้วมีการสร้างขึ้นใหม่ได้ไม่สวยเท่าเดิมทว่าก็ยังคงความงดงามอลังการปรากฏอยู่ไม่น้อย ขั้นตอนการกราบไหว้บูชามหาเจดีย์ชเวดากอง ตามแบบที่ชาวพุทธนิยมกันก็จะดำเนินไปตามนี้คือชาวพม่าถือการกราบไหว้บูชา เจดีย์ชเวดากองเป็นนิตย์ จะนำมาซึ่งบุญกุศล อันเป็นหนทางสู่การหลุดพ้นจากทุกข์โศกโรคภัยทั้งมวล บ้างมานั่งทำสมาธิเจริญ
สติภาวนานับลูกประคำ และบ้างก็มาเดิน ประทักษิณารอบองค์เจดีย์ ทว่า ชาวพม่าบางคนเชื่อว่าสุดยอดของการบูชาคารวะมหาเจดีย์ชเวดากอง คือการนั่งเจริญสมาธิเพ่งมองดวงตะวันเป็นเวลานานอันเป็นความเชื่อตามพุทธตำนานที่ว่า พระพุทธเจ้าเคยเสวยชาติเป็นนกยูง ทุก ๆ วันก่อนจะออกจากรัง ก็จะเพ่งมองดวงตะวัน พร้อมกับสวดมนต์คาถาให้แคล้วคลาดจากบ่วงนายพรานด้วยเหตุนี้ชาวพม่าจึงเชื่อสืบต่อ กันมาว่า การนั่งทำสมาธิเพ่งมองแสงพระอาทิตย์ตลอดวัน จะทำให้จิตใจ
หลุดพ้นจากบ่วงทุกข์อันหนักอึ้งได้ โดยเฉพาะในยาม ที่รัฐบาลทหารพม่าปกครองประเทศโดยจำกัดสิทธิเสรีภาพ ทางการเมือง การนั่งทำสมาธิเบื้องหน้าชเวดากอง จึงเป็นหนทาง ผ่อนคลายของจิตใจได้ทางหนึ่ง


พระเจดีย์สุเล (SULE PAGODA)

พระเจดีย์สุเล (SULE PAGODA) พระเจดีย์สุเล (SULE PAGODA) พระเจดีย์สุเล (SULE PAGODA)

 

พระเจดีย์สุเล (SULE PAGODA) ชาวพม่าถือว่าเป็นพระเจดีย์ทองที่สวยที่สุดในพม่า และเป็นศูนย์กลางของกรุงย่างกุ้งเนื่องจากในช่วงเวลาที่อังกฤษใช้ย่างกุ้งเป็นศูนย์ศูนย์กลางการปกครองพม่า ใน ฐานะเมืองขึ้น ได้มีการพัฒนากรุงย่างกุ้งโดยสร้างถนนหนทางตามระบบ “ Block System ”โดยใช้สุเลเจดีย์เป็นจุดเริ่มต้นสร้างถนนสายหลักพุ่งออกไปทุกทิศทาง รอบ ๆ สุเลเจดีย์จึงเป็นที่ตั้งสถานที่ราชการ ศาลยุติธรรม ศาลาว่าการกรุงย่างกุ้ง และกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ มาจนถึงปัจจุบัน

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนิพนธ์ว่า ชาวพม่าเรียกสุเลเจดีย์ว่า “ชเวสุเล” (Shwe Sule) หมายถึง “ จุลเจดีย์ทองคำ ” เพราะคำว่า “สุเล” เพี้ยนมาจาก “จุละ” คือเป็นเจดีย์ทององค์เล็ก ประดิษฐานเคียงข้าง “เชเวดากอง” ซึ่งเป็น “มหาเจดีย์” หรือเจดีย์ทององค์ใหญ่ สุเลเจดีย์เป็นพุทธศิลป์แบบพระสถูปแปดเหลี่ยม ที่มีทรวดทรงงดงาม ชาวพม่าถือ สุเลเจดีย์เป็น “หัวใจ” ของเมืองหลวงย่างกุ้ง ส่วนเจดีย์ชเวดากองเป็น “หัวใจ” ของชนชาติพม่าทั้งมวล อย่างไรก็ตาม ดร.สุเนตร ชุติณธรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญพม่าศึกษา ให้ข้อมูลว่า “สุเล” เป็นชื่อของ “นัต” หรือภูติผีวิญญาณ 1ใน 37 ตนที่ชาวพม่านับถือคู่เคียงกับพุทธศาสนา เนื่องจากเป็น “นัต” ที่ช่วยปกป้องคุ้มครองแผ่นดินพม่าไว้ ตามตำนานแล้ว สุเลเป็นยักษ์ตนหนึ่งที่สักการะบูชาและเชื่อฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า และนำทางนายวานิชสองพี่น้องให้นำพระเกศาพระพุทธเจ้ามาบรรจุในเจดีย์ชเวดากอง ชาวพม่าจึงสร้างสุเลเจดีย์ขึ้นเป็นอนุสรณ์สถานแด่คุณความดีของยักษ์สุเล ซึ่งถือเป็นนัตตนหนึ่งในจิตวิญญาณของชนชาติพม่า


 

เจดีย์กาบาเอ (KABA AYE PAGODA)

เจดีย์ทรงกลมมีความสูงและมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางวัดได้เท่ากัน คือ 34 เมตร สร้างโดยนายอูนุนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า เพื่อใช้เป็นสถานที่ชำระพระไตรปิฎกครั้งที่ 6 ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2497 – 2499 และเพื่อให้บังเกิดสันติสุขแก่โลก ล่าสุดใช้เป็นสถานที่ใช้ ในการประชุมสงฆ์โลกเมื่อเดือนธันวาคมพ.ศ. 2547ที่ผ่านมาที่สำคัญเป็นที่ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุ พร้อมทั้งพระธาตุของพระอัครสาวกพระสารีบุตรและพระโมคลานะ

เจดีย์กาบาเอ (KABA AYE PAGODA) เจดีย์กาบาเอ (KABA AYE PAGODA) เจดีย์กาบาเอ (KABA AYE PAGODA)

พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี (KYAUK HTAT GYI)

พระพุทธรูปองค์นี้ มีลักษณะพิเศษคือ ที่บริเวณพระบาทมีภาพวาดรูปสรรพสิ่ง อันล้วนเป็นมิ่งมงคลสูงสุด เพราะประกอบด้วย ลายลักษณธรรมจักร ข้างละองค์ ในบริเวณใจกลางฝ่าพระบาท และล้อมด้วย รูปอัฏฐุตรสตกตมงคล 108 ประการ และพระบาทซ้อนกันซึ่งแตกต่างกับศิลปะของไทย ซึ่งเป็นพระที่มีความสวยงามที่สุด มีขนตาที่งดงาม

พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี

ตลาด “สก๊อตมาร์เก็ต”(SCOTT MARKET)

ตลาดโป๊ะโจค หรือ “สก๊อตมาร์เก็ต” ซึ่งตลาดแห่งนี้ท่านสามารถเลือกซื้อของฝากญาติมิตรได้นานาชนิดเป็นต้นว่า เครื่องเงิน, เครื่องเขิน, ไม้แกะสลักพระพุทธรูปเทวรูปที่ทำด้วยไม้จันทน์, เครื่องแกะสลัก, เครื่องลงรักปิดทองต่างๆ, ถ้วยชามกังไสจีนโบราณ, โคมไฟแก้ว และแจกันเจียระไนโบราณ, นาฬิกาข้อมือเก่า, ผ้าไหมลายต่างๆ ไปจนถึงบรรดาว่านต่างๆเช่น ว่านหงสาวดี ภาพวาดสีน้ำมันรูปทิวทัศน์ของพม่า ฯลฯ


ภัตตาคารการะเวก

ภัตตาคารนี้สร้างเลียนแบบเรือกัญญาหัวเรือเป็นรูปนกการะเวกสัตว์ในป่าหิมพานต์

การะเวก


สถานที่ท่องเที่ยวเมืองสิเรียม

พระเจดีย์เยเลพญา

เป็นเจดีย์บนเกาะกลางน้ำอายุนับพันปี เป็นที่สักการะของชาวสิเรียม ที่บริเวณท่าเทียบเรือบนเกาะสามารถซื้ออาหารเลี้ยงปลาดุกตัวขนาดใหญ่นับร้อยๆ ตัวที่ว่ายวนเวียนให้เห็นครีบหลังที่โผล่เหนือผิวน้ำ

 


 

สถานที่ท่องเที่ยวเมืองไจ้โถ่

พระธาตุอินทร์แขวน

เมืองไจ้โถ่ ตั้งอยู่ครึ่งทางระหว่างตะโถ่งกับแบ่กู มีเจดีย์สำคัญตั้งอยู่ทางตะวันออก สุดปลายทางเดินยาว 10 กิโลเมตร ชื่อเจดีย์ไจ้ทีโย แปลว่า“ก้อนหินสีทอง” ลักษณะเป็นเจดีย์องค์เล็ก ๆ สูงเพียง 5.5 เมตรบนก้อนหินกลม ๆ ที่ตั้งอยู่บนยอดผาอย่างหมิ่นเหม่ดูแล้วให้หวาดเสียวว่าจะกลิ้งตกลง ไปยังก้นหุบเขาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ชาวพม่ามักยืนกรานว่าไม่มีทางตก เพราะพระเกศธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุ อยู่ภายในพระเจดีย์ย่อมยังหินก้อนนี้ให้ทรงตัวอยู่ได้อย่างสมดุลเรื่อยไป ตำนานเล่าว่า ในศตวรรษที่ 11 มีกษัตริย์องค์หนึ่ง พระนามว่าพระเจ้าติสสะ ทรงเป็นโอรสของ ซอจีบิดาพญานาคันหนึ่งมีฤาษีเฒ่านำพระเกศธาตุที่เก็บรักษาไว้ในมุ่นมวยผมของตนนานหลายร้อยปี มาถวาย โดยมีข้อแม้ว่าพระองค์จะต้องหาก้อนหินที่มีรูปทรงสัณฐานคล้ายศีรษะของท่าน แล้วสร้าง พระเจดีย์บรรจุพระเกศ ธาตุเอาไว้บนก้อนหินก้อนนั้น ร้อนถึงตะจามิน(พระอินทร์)ราชาแห่งนัต ต้องลงมาช่วยงมหินก้อนนั้นขึ้นมาให้จากก้นทะเลจากนั้น พระเจ้าติสสะก็ใช้เรือบรรทุก ก้อนหินลำเลียงขึ้นไปไว้บนยอดเขา เมื่อมาถึงที่หมาย เรือก็กลายเป็น หินไป ปัจจุบันยังปรากฎ ให้เห็นโดยอยู่ห่างจากเจดีย์ไจ้ทีโยไปไม่กี่ร้อยเมตรชาวบ้านเรียกขานกันว่าเจ้าตัมปั่น แปลว่า “เจดีย์เรือหิน”ก่อนหน้าที่จะมีการสร้างทางขึ้นเจดีย์ มีชาวต่างชาติเพียง ไม่กี่คนเท่านั้น ที่เคยเดินทางมาแสวงบุญที่ เจดีย์ไจ้ทีโย (ไจ้ทีโยพยา ไทยเรียก พระธาตุอินทร์แขวน) แต่ทางการพม่าก็ตระหนักดีว่าที่นี่มีศักยภาพ ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวสูง จึงได้สร้างโรงแรมขึ้น ที่นี่แห่งหนึ่ง และจัดทัวร์นำนักท่องเที่ยวขึ้นเขาด้วย ถึงแม้นั่งรถมาจะสบายกว่า แต่การเดินเท้า ขึ้นมาจากกิ่นปวนก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบหนึ่ง พระเจดีย์องค์นี้อยู่สูง 1,200 เมตรเหนือ ระดับน้ำทะเล จากค่ายพักที่กิ่นปวนเดินขึ้นมาต้องใช้เวลาห้าชั่วโมงเต็ม ผู้มาแสวงบุญส่วนใหญ่จะเตรียมถุงนอนมา ค้างแรมที่วัดใกล้ๆพระเจดีย์ด้วย สำหรับชาวพม่าแล้ว การเดินขึ้นไจ้ทีโยถือ เป็นการชำระจิตใจ และสั่งสมบุญอย่างหนึ่ง

สถานที่ท่องเที่ยวเมืองพุกาม

พระเจดีย์ชเวสิกอง ( SHWEZIGON PAGODA)

เป็นศิลปะของที่โดดเด่นงดงามโดยแท้มีลักษณะเป็นสีทองอร่ามขนาดใหญ่ที่เชื่อกันว่าภายในนั้น ประดิษฐานพระทัตนธาตุของพระพุทธเจ้า


วัดอนันดา

เป็นวิหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพุกาม มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส มีมุขเด็จยื่นออกไปทั้ง 4 ด้าน แผนผังเหมือนไม้กางเขนแบบกรีก ซึ่งต่อมาเจดีย์แห่งนี้เป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมพม่า ในยุคต้นของพุกาม และสิ่งที่น่าทึ่งของวิหารแห่งนี้ก็คือช่างได้ทำการส่องแสงสว่างเข้าไป ในวิหารเฉพาะให้ตรงองค์พระประธาน


วัดกุบยางกี (GUBYAUKKYI TEMPLE)

สร้างโดยพระโอรสของพระเจ้าจันสิทธะสิ่งที่โดดเด่น คือ ภาพวิจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามที่สุดในพุกาม ที่ยังคงเหลืออยู่


พระมหามุนี

เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 5 แห่งของพม่าถือเป็นต้นแบบพระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่ทรงเครื่องกษัตริย์ที่ได้รับการ ขนานนามว่า”พระพุทธรูป่องคำเนื้อนิ่ม” ที่พระเจ้ากรุงยะไข่ทรงหล่อขึ้นที่เมืองธรรมวดี เมื่อปี พ.ศ. 689 สูง 12 ฟุต 7 นิ้ว หุ้มด้วยทองคำเปลวหนา 2 นิ้ว ทรงเครื่องประดับทองปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 9 ฟุต ในปี พ.ศ. 2327 พระเจ้าปดุงได้สร้าง วัดมหามุนี หรือวัดยะไข่ เพื่อประดิษฐานพระมหามุนี และในปี พ.ศ. 2422 สมัยพระเจ้าสีปอ ก่อนจะเสียเมืองพม่าให้อังกฤษ ได้เกิดไฟไหม้วัดทองคำ จึงทำให้ทองคำเปลวที่ปิดพระละลายเก็บเนื้อทองได้น้ำหนักถึง 700 บาท ต่อมาในปี พ.ศ. 2426 ชาวพม่าได้เรี่ยไรเงินเพื่อบูรณะวัดขึ้นใหม่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมโดยสายการออกแบบของชาวต่างชาติอิตาลีจึงนับได้ว่าเป็นวัด ที่สร้างใหม่ที่สุดแต่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ที่สุดในเมืองพม่า โดยรอบ ๆ ระเบียงเจดีย์ยังมีโบราณวัตถุที่นำไปจากกรุง ศรีอยุธยาเมื่อครั้งกรุงแตกครั้งที่ 1 พร้อมทั้งร่วมพิธีการอันสำคัญล้างพระพักต์ถือป็นการสักการะเพื่อเป็นสิริมงคล


 

 

 

เตรียมตัวเที่ยว
ข้อมูลเที่ยวต่างประเทศ
เที่ยว เอเซีย
เขมร กัมพูชา | ลาว | เวียดนาม | พม่า | ญี่ปุ่น | เกาหลี | จีน | ฮ่องกง | มาเก๊า | มาเลเซีย | สิงคโปร์ | อื่นๆ |
เที่ยว ยุโรป
เที่ยว อเมริกา
เที่ยว ออสเตรเลีย | นิวซีแลนด์
เที่ยว แอฟริกา

 

 
 

 

 

    บริษัททัวร์
tour หมายเหตุ : ทัวร์ทุกกรุ๊ปของบริษัทฯ รวมค่าภาษีสนามบินทุกแห่ง ค่าวีซ่า ค่าภาษีน้ำมัน ของสายการบินต่างๆ แล้ว / ขอสวงนสิทธิ์ในการปรับราคา หากมีการขึ้น่าธรรมเนียมน้ำมันจากสายการบิน ติดต่อสอบถามได้ที่ฝ่ายขาย tour
 
 

 

 
     
  | บริษัททัวร์ | ทัวร์ในประเทศ | ทัวร์เอเซีย | ทัวร์ยุโรป | ทัวร์อเมริกา แคนาดา | ทัวร์ออสเตรเลีย | ทัวร์นิวซีแลนด์ | ทัวร์รัสเซีย | ทัวร์แอฟริกา | ทัวร์จีน | ทัวร์ไต้หวัน | ทัวร์ฮ่องกง | ทัวร์มาเก๊า | ทัวร์เกาหลี | ทัวร์ญี่ปุ่น | ทัวร์เขมร | ทัวร์กัมพูชา | ทัวร์นครวัด | ทัวร์ลาว | ทัวร์วียดนาม | ทัวร์พม่า | ทัวร์มาเลเซีย | ทัวร์สิงคโปร์ | ทัวร์บรูไน | ทัวร์อินโดนีเซีย | ทัวร์บาหลี | ทัวร์อินเดีย | ทัวร์เนปาล | ทัวร์อียิปต์ | ทัวร์จอร์แดน | ทัวร์ตุรกี | ทัวร์โอซาก้า | ทัวร์ต่างประเทศ |  
     
  ทัวร์จีน | ทัวร์ปักกิ่ง | ทัวร์เซี่ยงไฮ้ | ทัวร์กุ้ยหลิน | ทัวร์คุนหมิง | ทัวร์กวางเจาเทรดแฟร์ | ทัวร์ซีอาน | ทัวร์ฮาร์บิน | ทัวร์จางเจียเจี้ย | ทัวร์เฉินตู | ทัวร์ทิเบต | ทัวร์สิบสองปันนา  
     
       
  บริษัททัวร์ กัสโต้ เวิลด์ ทัวร์ Gusto World Tour

บริษัททัวร์ กัสโต้ เวิลด์ ทัวร์ (Gusto World Tour Co,. Ltd.)

8/29 ถ.สุคนธสวัสดิ์ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กทม. 10230
โทร 02-542-4040 แฟกส์ 02-542-4292

Web : http://www.gustotour.com  Email : gusto@gustotour.com