บริษัททัวร์ กัสโต้  
     
tour บริษัททัวร์ กัสโต้ เวิลด์ ทัวร์ Gusto World Tour

บริษัททัวร์ โทร กัสโต้

บริษัททัวร์ รูปภาพ บริษัททัวร์ เกี่ยวกับเรา บริษัททัวร์ ติดต่อเรา บริษัททัวร์

tour
     
 
บริษัททัวร์ ทัวร์เอเซีย ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์เอเซีย
บริษัททัวร์ ทัวร์ยุโรป ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์ยุโรป
บริษัททัวร์ ทัวร์อเมริกา แคนาดา ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์อเมริกา แคนาดา
บริษัททัวร์ ทัวร์ออสเตรเลีย ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์ออสเตรเลีย
บริษัททัวร์ ทัวร์นิวซีแลนด์ ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์นิวซีแลนด์
บริษัททัวร์ ทัวร์รัสเซีย ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์รัสเซีย

บริษัททัวร์ ทัวร์แอฟริกา ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์แอฟริกา

บริษัททัวร์ ทัวร์ในประเทศ
ทัวร์ในประเทศ
 
  บริษัททัวร์ กัสโต้ เวิลด์ ทัวร์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/03295
(กรุงเทพฯ)
โทร 02-542-4040 แฟกส์ 02-542-4292 (สุราษฎร์ธานี) โทร 077-275-885 แฟกส์ 077-275-884
 
     
   
 

เวียดนาม Vietnam

 

เวียดนาม สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
เมืองหลวง กรุงฮานอย

อาณาเขต


แผนที่

ทิศเหนือ ติดกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
ทิศใต้ ติดกับอ่าวไทยและทะเลจีนใต้
ทิศตะวันออก ติดกับทะเลจีนใต้
ทิศตะวันตก ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและ ติดกับราชอาณาจักร กัมพูชา


ภูมิศาสตร์ ประเทศเวียดนามมีลักษณะคล้ายตัว “s” ขนาดใหญ่ที่ยาวเหยียด โดยกินบริเวณไปตาม ความยาว ของคาบสมุทรอินโดจีน ตลอดแนวพรมแดนมีความยาว 3,730 กิโลเมตร พื้นที่ประมาณ 3 ใน 4 ของเวียดนาม ประกอบด้วยภูเขาและป่าไม้ บริเวณแผ่นดินทั้งหมดของเวียดนามมีพื้นที่ราว 327,500 ตารางกิโลเมตร นอกจาก นั้นอาณาเขตของประเทศยังรวมไปถึงพื้นที่ในทะเลอันกว้างใหญ่ ไพศาล ไม่ว่าจะเป็นไหล่ทวีปขนาดใหญ่ หรือหมู่เกาะ นับพันที่วางทอดยาวจากอ่าวตังเกี๋ยไปจนถึงอ่าว ไทย บริเวณที่กว้างที่สุดของประเทศอยู่ทางภาคเหนือมีระยะทาง 600 กิโลเมตร ส่วนที่แคบที่สุดระยะ ทาง 50 กิโลเมตร
ภูมิอากาศ ลักษณะภูมิประเทศที่มีความยาว 1650 กิโลเมตร จากเหนือจรดใต้และภูมิอากาศมรสุมเขต ร้อน ทำให้อุณหภูมิและอัตราฝนตกแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ อุณหภูมิและอัตราฝนตกแตกต่างกัน ไปตามแต่ละพื้นที่ อุณหภูมิในภาคเหนืออาจลงต่ำถึง 10 องศา และมีลมหนาวจัด ภาคมต้ร้อนตลอดทั้งปี และมีสภาวะ อากาศแบบมรสุมภาคเหนือมี 2 ฤดู คือฤดูหนาวและฤดูร้อน ฤดูเริ่มร้อนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน อากาศร้อนชื้นีฝนตกมาก ฤดูหนาวปกติจะแห้งและหนาวจัด ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมมีฝนตากประ ปราย ภาคกลางจากดานัง ถึงยาตรังมีลักษณะอากาศที่แตกต่างออกไปเนื่องจากมีมรสุม ฤดูแล้งเริ่มตั้ง แต่เดือน มกราคม ถึงเดือนกันยายน มีฝน ตกตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงกลางเดือนมกราคม ภาคใต้มี 2 ฤดู คือ ฤดูฝนและฤดูแล้ง ฝนจะเริ่มตกเดือนพฤษภาคมและสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายน ระหว่างนี้ จะมีฝนตกหนักราววันละ 20 หรือ30 นาทีนตอนบ่ายหรือตอนเย็น ลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงปลาย เดือนเมษายนอากาศ ร้อนจัด อุณหภูมิ 30 องศากว่าต้นๆ มีอัตราความชื้นสูง ฤดูแล้งเริ่มตั้งแต่เดือน ธันวาคมถึงเดือนเมษายน
ประชากร มีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 86,116,559 คน ซึ่งเกือบ 90% เป็นชาวเวียดนามซึ่งมีถิ่นอาศัยดั้งเดิมอยู่แถบ ตอนใต้ของจีนและ ทางด้านตอนเหนือประเทศเวียดนาม ชนกลุ่มน้อยในประเทศเวียดนามมี อยู่ประมาณ 10% ของประชากรทั่ว ทั้งประเทศกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือชาวจีนประมาณ 1.2 ล้านคน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของ ประเทศ สำหรับชน กลุ่มน้อยที่ใหญ่รองลงมาก็คือชาวเขา ซึ่งแบ่งออกเป็น 30 เผ่า ชนกลุ่มน้อยอันดับที่สาม คือชาวเขมร มีประมาณ 600,000 คน
ระบอบการปกครอง คอมมิวนิสต์
เขตการปกครอง สาธารณรัฐเวียดนามแบ่งออกเป็น 53 เขตการปกครอง มีเมืองใหญ่ 3 เมือง คือ ฮานอย กรุงโฮจิมินห์ และไฮฟอง และ 50 มณฑล ภาษา ภาษาเวียดนามขึ้นชื่อว่าเป็นภาษาที่ยาก ป็นภาษาที่ อยู่ในกลุ่มภาษาออสโตรเอเชียติกและ ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาจีนและธิเบต ชาว เวียดนาม ประดิษฐ์อักษร ของตัวเองขึ้นมาโดยอาศัย แบบอย่างมาจากจีนแต่ได้ปรับเปลี่ยน ให้เข้ากับ ภาษาที่ตัวเองต้องการเรียกว่า“โนมจน”ต่อมา บาทหลวงชาวฝรั่งเศสได้แปลภาษา ให้เป็นแบบโรมัน เรียกว่า “กว๊อก หงือ” ปัจจุบันวัยรุ่นหนุ่มสาวเวียดนามหันมาพูด ภาษาอังกฤษกันมากขึ้นส่วนภาษา ฝรั่งเศสเป็นภาษาที่มักจะใช้ในหมู่ผู้สูงอายุเท่านั้น
ศาสนา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ 55% คริสต์ 7% และศาสนาอื่น ๆ อีก 38%
สกุลเงิน หน่วยเงินของเวียดนามคือ ด่อง ซึ่งแบ่งออกเป็นธนบัตรใบละ 200 , 500 , 1,000 , 2,000 , 5,000 10,000 และ 20,000 ด่อง โดยทั่วไป 1 USD แลกได้ 15,000 ด่อง และ 400 ด่อง ต่อ 1 บาทไทย

 

 

สถานที่ท่องเที่ยวที่เวียดนามเหนือ

 

ในเมืองฮานอย

ทะเลสาบคืนดาบ (Ho Hoan Kiem)

ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางของเมืองเก่าฮานอยสำหรับนักเดินทางที่มาเยือนฮานอย ซึ่งไม่ได้ มากับบริษัททัวร์ส่วนใหญ่นิยมหาที่พักในบริเวณเมืองเก่า ที่เปรียบได้กับถนนข้าวสารของเมืองไทย นอกจากนั้น ี้ยังมีร้านจำหน่ายอาหารทั้งประเภทพื้นเมือง และเมนูตะวันตกมากมาย รวมถึงจำหน่ายของที่ระลึกก็มีให้เลือกเป็นของฝาก สำหรับทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาถึงว่าครั้งอดีตพระเจ้าเลไทโต ได้นำดาบวิเศษซึ่ง นำมาต่อสู้กับพวกหมิงจน สามารถปลดปล่อยประเทศให้อิสระแล้ว พระองค์ทรงลงเรือไปกลางทะเลสาบเพื่อคืนดาบ วิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวกันว่าเต่าได้ ขึ้นมาฉกดาบไปจากหัตถ์ของพระองค์ แล้วหายไปในทะเลสาบ อันเป็นเหตุให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า "ทะเลสาบคืนดาบ" หากมองเข้าไปกลางทะเลสาบจะเห็นเจดีย์โบราณโผล่ ขึ้นพ้นน้ำ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 มีชื่อเรียกว่า ทาพรัว(Thao Rua)ซึ่งหมายถึงหอคอยเต่าและในปัจจุบัน ยังมีหลายคนบอกว่าเห็นเต่าขนาดใหญ่อยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ โดยเฉพาะในช่วงของเวลาเปลี่ยนฤดูกาล


สะพานแสงอาทิตย์

สะพานแสงอาทิตย

ประตูวัดหง็อกเซิน

ประตูวัดหง็อกเซิน

ภายในวัดหง๊อกเซิน

วัดหง๊อกเซิน( Ngoc Son )

มีชื่อเป็นภาษาไทยว่า “วัดเนินหยก” อยู่ใจกลางกรุงฮานอย วัดตั้งอยู่ในทะเลสาบกลางเมืองม
ีประวัติความ เป็นมา เกี่ยวข้องกับชื่อกรุงฮานอยามารถเดินข้ามจากฝั่งไปยังวัดได้โดยอาศัยสะพานโค้งสีแดง
สดใสที่รู้จักกันในชื่อ เทฮกหรือสะพานแสงอาทิตย์ ด้านปลายสุดของสะพานมีเสาหินรูปแปรงอยู่ถัดจากขวด
หมึก มีอักษรจีนจารึกไว้ว่า “จารึกบนฟ้าคราม” ที่บนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ยังมีซากศาลาประชาคมหลังเล็กๆ
ของหมู่บ้านอีกด้วย ชาวเวียดนาม เดินทางมาสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภายในวัดแห่งนี้เป็นจำนวนมาก
ในแต่ละวัน


วิหารวรรณกรรม

หรือวันเหมียว สร้างในปี 1076 วิหารถูกเชื่อมต่อกับกว๊อกตื่อยาม ซึ่งเป็นโรงเรียนของพวกขุน
นางและเป็น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ ในสมัยราชวงศ์ตรันได้เปลี่ยนชื่อเป็น กว็อกฮ็อกเหวียน
หรือวิทยาลัยแห่งชาติในปี1235 เมื่อสอบได้ในระดับท้องถิ่นแล้วนักเรียนที่ปรารถนาจะเลื่อนชั้นขึ้นเป็นขุน
นางระดับสูง ก็จะมาเล่าเรียนวรรณคดี ปรัชญา ภาษาจีนโบราณ และประวัติศาสตร์ที่นี่


สุสานประธานาธิบดี โฮจิมินห์(Ho Chi Minh's mausoleum)

ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสบาดิงห์ (Ba Dinh SQUARE) ใจกลางกรุงฮานอย เป็นสถานที่ ที่เก็บร่างอันไร้
วิญญาณของ อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ วีรบุรุษที่ชาวเวียดนามทั่วทั้งประเทศให้ความเคารพ
สุสานโฮจิมินห์เป็นอาคารทรงเรียบง่าย ซึ่งสร้างจำลองรูปแบบของสุสานเลนินในกรุงมอสโคว์
สหภาพโซเวียตเมื่อปี ค.ศ.1973 และทำพิธีเปิดเป็นทางการให้ประชาชนได้เข้าไปเคารพศพเมื่อปี ค.ศ.1975
ศพอาบน้ำยาของลุงโฮนอน สงบนิ่งคล้ายคนนอนหลับอยู่ภายในโรงแก้ว
สุสานแห่งนี้ห้ามนำกล้องถ่ายรูปตลอดจนกระเป๋าสะพานเข้าไปในสุสานเด็ดขาด ภายในสุสานมีระบบ
ความปลอด ภัยอย่างเข้มงวด จึงไม่ควรส่งเสียงพูดคุย หรือหัวเราะเล่นกันในระหว่างเข้าชมเพื่อ แสดง ความ
เคารพและเป็นการให้เกียรติกับอดีตวีรบุรุษผู้นำคนสำคัญของชาวเวียดนาม

สุสานโฮจิมินห์


เจดีย์เสาเดียว

ตั้งอยู่ด้านหลังของสุสานประธานาธิบดีโฮจิมินห์ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1049 สมัยราชวงศ์หลี
เจดีย์ไม้ที่งดงามแห่งนี้ตั้ง อยู่บนเสาเดียวอยู่กลางสระบัว สำหรับต้นไทรด้านหลังเจดีย์สาเดียวปลูกโดย
ท่านประธานาธิบดีเนห์รูแห่งประเทศอินเดีย ในปี ค.ศ.1958 ในระหว่างเดินทางมาเยือนประเทศ
เวียดนาม

เจดีย์เสาเดียว


พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)

พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์

ตั้งอยู่หลังสวนสาธารณะใกล้กับสุสานโฮจิมินห์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้ประชาชนเข้าชม เมื่อป
ี ค.ศ.1990 เป็นอาคารคอนกรีตขนาดใหญ่ ทันสมัยและมีการจัดการที่ดี ผู้เข้าเยี่ยมชมจะได้มีโอกาส สัมผัส
เรื่องราวการต่อสู้เพื่อเอก ราชตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาของวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ จนได้รับชัยชนะในการ
รวมประเทศเวียดนาม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้


พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรม (Fine Arts Museum)

ตั้งอยู่บนถนนเหวียน ไท ฮ๊อก เป็นแหล่งแสดงงานศิลปกรรมมีค่าอย่างยิ่งแห่งหนึ่ง นิทรรศการ
ที่จัดแสดงนั้น ครอบคลุมถึงงาม ศิลปะและประวัติของชนกลุ่มน้อยของเวียดนาม และมีพระพุทธรูป ไม้ที่
งดงาม หลายองค์ที่มีอายุตั้งแต่ ศตวรรษที่ 17 นอกจากนั้นมีกลองสำริด ดง เซิน และศิลปะเวียดนาม
อย่างอื่นอีกมากมาย ทั้งที่เป็นของสมัยโบราณ และสมัยใหม่แหล่งรวบรวมผลงานศิลปกรราม ตั้งแต่สมัย
โบราณจนถึงปัจจุบันมีทั้งศิลปะทางวัตถุ งานปั้น งานแกะสลัก และรูปภาพของนักเขียนชื่อดังของเวียดนาม


ถนนสายเก่า

ถนนแห่งนี้มีทั้งหมด 36 สาย ซึ่งแต่ละถนนจะขายสินค้าเฉพาะอย่าง เป็นแหล่งขายของที่ระลึก
และสินค้าพื้น เมืองที่ใหญ่ที่สุดของกรุงฮานอย เช่น ถนนผ้าไหม ถนนฝ้าย ถนนกระดาษ ถนนเครื่องเงิน
ถนนน้ำตาล


โรงละครหุ่นกระบอกน้ำ (Municipal Water Puppets)

การแสดงหุ่นกระบอกน้ำของเวียดนาม ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาติทีเดียวและกำลัง จะสูญหายไปจากโลก หากไร้การสนับสนุนเนื่องว่าปัจจุบันนี้มีเพียงไม่กี่คณะเท่านั้นเอง การแสดงหุ่นกระบอก น้ำเริ่มต้น บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง จากการที่บริเซณนี้มีน้ำท่วมทุกปีจึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ในการคิดค้นการละเล่นแบบหนึ่งขึ้นมาเพื่อสร้างความบันเทิงในระหว่างที่น้ำท่วมเป็นเวลานาน  สำหรับหุ่นกระบอกน้ำผู้แสดงจะอยู่หลังฉากซึ่งมีน้ำสูงถึงเอว เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นโดย ใช้ไม้ไผ่ลำยาว แต่เทคนิคการเชิดจะได้รับการรักษาไว้เป็นความลับ แต่เชื่อเถิดว่าหากได้เห็นการเชิดจะทราบ ว่าน่ารักและวนติดตามมากแม้จะฟังไม่ออกก็ตาม ในโรงละครหุ่นกระบอกน้ำปัจจุบันยังคงแสดงครบทั้ง  12 องค์ มีเรื่องราวต่างๆ มากมายอันเป็นประเพณีและความเชื่อของชาวเวียดนาม


อ่าวฮาลอง (HALONG BAY)

อ่าวฮาลอง

อ่าวฮาลอง

ฮาลอง

บรรยากาศของอ่าวฮาลอง

หรือ กุ้ยหลินเวียดนาม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเวียดนาม ชาวเวียดนามเรียกอ่าว ฮาลองว่า “วินห์ ฮาลอง” (VINH HA LONG)ในภาษาเวียดนามคำว่า“ฮาลอง”แปลว่า “มังกรร่อนลง” อ่าวฮาลองเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแห่งหนึ่งในโลกและด้วยความมหัศจรรย์ทาง ธรรมชาตินี้เอง องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้อ่าวฮาลองเบย์เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ในปีค.ศ.1994 อ่าวฮาลองแห่งนี้กินเนื้อที่ 4,000 ตารางกิโลเมตร (1,500 ตารางไมล์) มีเกาะหินปูนน้อยใหญ่ กระจัดกระจาย มากกว่า 1,000 เกาะ ด้วยพลังคลื่นลมมหาศาล จากธรรมชาติกัดเซาะภูเขา หินปูนเหล่า นี้ต่อ เนื่องเนิ่นนานมาเป็นเวลานาน นับพันปี ภูเขาหินปูนรูปทรงประหลาดโผล่ขึ้นจากทะเลนับพันๆลูกเลย ทีเดียว อ่าวฮาลองแห่งนี้เคยโด่งดังในหมู่นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกจากภาพยนตร์ผรั่งเศส เรื่อง “อินโดจีน” (INDOCHINE) ซึ่งมีนักแสดงสาวชาวฝรั่งเศส คือ แคทเธอรีน เดอเนิฟ เป็นดารานำแสดง สถานที่ท่องเที่ยว ที่เวียดนามกลาง


ในเมืองเว้

นครจักรพรรดิไดโนย

ตั้งอยู่ภายในเมือง ตัวพระราชวังถูกสร้างขึ้นตามแบบแผนความเชื่อจีน ซึ่งมีอิทธิพลทางความคิด เว้อยู่ภายใต้ การปกครอง ของจีนมาเป็นเวลาหลายปี พระราชวังแห่งนี้สร้างโดยจักรพรรดิยาลองในปี 1805 ได้รับการบูรณะครั้งแรก โดยพระเจ้า มินห์หม่างในปี 1834 และครั้งต่อมาโดยพระเจ้าไคดิงห์ในปี 1924 ปัจจุบันอยู่ในสภาพที่ดีเยี่ยม


วัดเทียน มู

ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอม วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนา นิกายเซน มีเจดีย์ เทียน หมุ ทรงเก๋งจีนแปด เหลี่ยมสูง ลดหลั่นกัน 7 ชั้น ตั้งเด่นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหอม วัดนี้มีความสำคัญทาง ด้านทางด้าน ประวัติศาสตร์ และการเมืองในช่วงยุคหลังสงคราม เมื่อเจ้าอาวาสของวัดนี้ลงประท้วงการฉ้อราษฏร์บังหลวงของรัฐบาลโง ดินห์ เดียม ที่กรุงไซ่ง่อนด้วยการเผาตัวเอง ในปี ค.ศ. 1963ปัจจุบันรถเก๋งออสตินสีฟ้าที่ใช้เป็นยานพาหนะ พาท่านเดินทางไปยัง กรุงไซ่ง่อนยังถูกเก็บรักษาและจัดแสดง ไว้ภายในวัดแห่งนี้ ตลาดดองบา ตลาดแห่งนี้มีมาตั้งแต่ต้นศตวรรษนี้ จำหน่ายผลิตผลท้องถิ่นมากมายหลายชนิด รวมทั้งอาหารเลิศ รสต่างๆ ด้วย


สุสานพระเจ้าตือดึ๊ก

สร้างในปี 1864 ใช้เวลา 3 ปี ดูคล้ายกับพระราชวังหลวงจำลองขนาดเล็ก มีความงดงามกลมกลืนกับธรรม ชาติแวดล้อมอย่างดี การก่อสร้างใช้แรงงานคนถึง 3,000 คน พระเจ้าตือดึ๊กเป็นพระโอรสของพระ เจ้าเถี่ยวตรีและเป็น จักรพรรดิพระองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์เหวียนที่ทรงครองราชย์นานที่สุดใน ราชวงศ์ถึง 36 ปี

ซุ้มประตูทางเข้าสุสานตือดึ๊ก

ซุ้มประตูทางเข้าสุสานตือดึ๊ก

ตัวอาคารที่สุสานพระเจ้าตือดึ๊ก

ตัวอาคารที่สุสานพระเจ้าตือดึ๊ก

ภายในสุสานตือดึ๊ก

ภายในสุสานตือดึ๊ก


สุสานพระเจ้าไคดิงห์

ทางขึ้นสุสานพระเจ้าไคดิงห์ทางขึ้นสุสานพระเจ้าไคดิงห์ รูปแกะสลักหินที่สุสานไคดิงห์รูปแกะสลักหินที่สุสานไคดิงห์

แตกต่างจากสุสานราชวงศ์เหวียนอื่นๆ โดยสิ้นเชิง แลดูคล้ายปราสาทแถบยุโรป รูปแบบ
สถาปัตยกรรมเป็นการ ผสมผสานระหว่างตะวันออกกับตะวันตกสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ใช้เวลา
11 ปี พระเจ้าไคดิงห์เป็นพระบิดาบุญธรรม ของพระเจ้าเบ๋าได่ ครองราชย์นาน 9 ปีในยุคอาณานิคม
บันไดมังกรอันโอ่อ่านำขึ้นไปสู่ลานชั้นที่หนึ่ง จากนั้นมีบันไดต่อไป ยังลานที่เรียงรายไปด้วยหินสลักรูปช้าง
ม้า กับขุนนาง บู๊และบุ๋น ใจกลางลานมีแผ่นศิลาจารึก ด้วยตัวอักษรจีน นิพนธ์โดย พระเจ้าเบ๋าได่เพื่อ รำลึกถึง
พระบิดาของพระองค์ เมื่อเข้าไปข้างในจะยิ่งเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน พื้นปูกระเบื้องสีมีภาพจิตรกรรม
ขนาดใหญ่รูป “มังกรในม่านเมฆ” โดยจิตรกรที่เขียนภาพด้วย เท้า วาดประดับ บนเพดานห้องโถงกลางห้องมุข
สีเขียวหยกนำไปสู่ทางซ้ายและขวา ภาพผนังสีสดใสประกอบ ขึ้นจากการ ฝังกระจกสีและกระเบื้องหลายพันชิ้น
บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ภาพสัตว์ ต้นไม้ และดอกไม้ดูสวยงามเจริญตา ต่างจากความมืดทึมด้านนอกของสุสาน
ซึ่งมีรูปหล่อสำริดเท่าองค์จริงของพรเจ้าไคดิงห์ หล่อที่ฝรั่งเศสในปี 1922 ตั้งอยู่บนยกพื้นด้านบนของสุสาน


สุสานพระเจ้ามิงห์หม่าง

การก่อสร้างสุสานแห่งนี้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2383 หรือ 1 ปีก่อนสิ้นพระชนม์และสำเร็จลงโดยพระเจ้าเถี่ยวตรี  รัชทายาทของพระองค์ในปี พ.ศ. 2386 พระเจ้ามิงห์หม่างเป็นโอรสองค์ที่ 4 ของพระเจ้ายาลอง และเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 2 ในราชวงศ์เหวียน พระองค์ทรงสร้างนครจักรพรรดิและได้รับการยกย่องอย่างสูงจากการที่ทรงปฏิรูปขนบธรรมเนียมประเพณ ีและเกษตรกรรม พระองค์ทรงยึดมั่นในแบบแผนการบริหาร การปกครองตามแบบจีน โดยการให้หัวเมืองต่างๆ มาขึ้นตรง ต่อราชสำนัก รวมทั้งนโยบายต่อต้านฝรั่งเศสและปราบปรามพวกนอกศาสนาอย่างรุนแรง ซึ่งนโยบายนี้เองที่ทำให้เวียดนาม ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในเวลาต่อมา


แม่น้ำหอม

แม่น้ำหอมหรือที่ชาวเวียดนามออกเสียงว่าซงเฮืองกำเนิดมาจากบริเวณต้นน้ำที่อุดมไปด้วยดอกไม้ป่าที่ส่งกลิ่น หอมและร่วงหล่นลอยมากับสายน้ำ แม่น้ำหอมเป็นสายน้ำสั้นๆ น้ำจึงไม่ลึกแต่ใสสะอาด ไหลผ่านธรรมชาติที่งดงามสองฟาก ฝั่ง ทั้งแมกไม้ วัดวาอาราม รวมถึงสุสานจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหวียน การนั่งเรือกาเว้ล่องลำน้ำหอมจึงนับเป็นโปรแกรม ท่องธรรมชาติที่คุณไม่ควรพลาด มีให้เลือหลายหลายรูปแบบตั้งแต่ การล่องเรือไปตามลำน้ำเพื่อแวะขึ้นชมพระราชสุสานของ เหล่าจักรพรรดิราชวงศ์เหวียน แต่หากมีเวลาน้อย นักท่องเที่ยวนิยมล่องเรือในช่วงสั้นๆ จากตัวเมืองเว้สู่วัดเทียนมูเพื่อชมเจดีย ์ 8 เหลี่ยม 7 ชั้นอันงดงาม ระหว่างทางคุณยังจะได้พบกับหมู่บ้านชาวน้ำให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ ชาวบ้านเหล่านี้ใช้เรือ เป็นที่อยู่อาศัยตลอดชีวิต มีอาชีพจับปลา ขุดทรายในแม่น้ำมาขายให้พ่อค้าคนกลาง ส่วนในยามเย็นนั้นนักท่องเที่ยวนิยมใช ้เวลาหลังอาหารค่ำลงเรือล่องลำน้ำหอม โดยเรือจะไม่ล่องไปไกลเหมือนในตอนกลางวัน แต่จะปล่อยให้เรือล่องลอยไปตามสาย น้ำที่ไหลเอื่อยๆ ท่ามกลางศิลปินนักร้องนักดนตรี ที่มาบรรเลงเพลงพื้นเมืองให้ฟังกันสดๆ


เขตปลอดทหาร

นอกเมืองเว้มาทางทิศเหนือทางไปอุโมงค์หวิงห์มว็อกคุณจะพบกับสะพานเหียนเลือง สะพานเหล็กที่ทอดยาวข้าม แม่น้ำเบนไห่ ในอดีตบริเวณนี้คือเขตปลอดทหาร DMZที่ทอดตัวยาวเป็นระยะทาง 8 กิโลเมตรบนสองฝั่งของแม่น้ำ ซึ่งใช้เป็น เส้นแบ่งเขตแดน ระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ ถูกกำหนดขึ้นในการประชุมที่กรุงเจนนีวาในปี พ.ศ.2497 หลังสิ้น สุดสงครามกับฝรั่งเศส ชายแดนแห่งนี้อยู่ตรงเกือบเส้นขนานที่ 17 พอดี ตอนแรกตั้งใจจะให้เป็นการกำหนดชั่วคราวจนกว่า จะจัดการเลือกตั้งใหม่ในอีก 2 ปีต่อมาแต่การเลือกตั้งกลับไม่เคยมีขึ้น และเวียดนามก็ถูกแบ่งตามเส้นนี้จนกระทั่งเวียดนาม เหนือกับเวียดนามใต้รวมกันอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2519


อุโมงค์หวิงห์มว๊อก(Vinh Moc tunnels)

อุโมงค์หวิงห์มว๊อกตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเว้มาทางทิศเหนือราว 65 กิโลเมตรนับจากอุโมงค์ใต้ดินที่คนทั้งหมู่บ้านอาศัย อยู่เป็น เวลาหลายปีเพื่อหลบภัยจากการทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่องในสมัยสงครามเวียดนาม แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะพากันอพยพไป อยู่ในส่วนอื่นๆของประเทศ แต่ชาวบ้านจำนวนกว่า300คน ที่ยังคงอาศัยอยู่ภายในอุโมงค์คนรูแห่งนี้เป็นเวลากว่า 5 ปี พ. ศ.2509-2514 ภายในเครือข่ายอุโมงค์ที่มีความยาวกว่า 2,000เมตรนี้แบ่งออกเป็น 3 ชั้นทีทางออกทั้งหมด 13 ทาง แต่ละชั้นจะมีการสร้างเป็นห้องต่างๆ ทางซ้ายและขวา โดยชั้นแรกมีจุดเด่นน่าชมอยู่ที่ห้องที่ใช้คลอดเด็กทารกถึง 17 คนชั้นที่ สองเป็นส่วนที่ใช้ในการประชุมในสมัยสงคราม จากนั้นจะมีทางเดินชั้น 3 ของอุโมงค์ซึ่งค่อนข้างชันควรใช้ความระมัดระวัง อุโมงค์หวิงห์มว๊อกสามาถมาเที่ยวชมได้ตลอดทั้งปี เพียงแต่ในฤดูฝนอาจมีความลำบากในการเดินทางสักหน่อย และควรนำ ไฟฉายติดตัวมาด้วยเพราะทางเดินภายในอุโมงค์ค่อนข้างมืด


ในเมืองดานัง

พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมของชนเผ่าจาม

สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1936 โดยรัฐบาลฝรั่งเศส นิทรรศการถูกจัดแสดงไว้ตามห้องที่สะท้อนถึงยุคสมัยต่าง ๆ ตาม
แหล่งกำเนิดของอารยธรรม คือ หมีเซิน , ตราเกียว , ด่งเดือง , นานเมิน เป็นต้นในเมืองฮอยอัน

แม่น้ำหาน(Han River)

ภายหลังที่แม่น้ำทีโบนในท่าเก่าอย่างฮอยอันเริ่มตื้นเขิน เนื่องจากแม่น้ำหลายสายเปลี่ยนเส้นทาง เรือขนสินค้าจากต่าง แดนไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ เมืองดานังจึงถูกสร้างเป็นเมืองท่าแทนที่ฮอยอันเพราะด้วยลักษณะภูมิประเทศของดานังที่มีแม่ น้ำหานไหลผ่านใจกลางเมือง สะดวกต่อการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ แต่แม่น้ำหานก็ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสายน้ำเศรษฐกิจที่ นำพาความเจริญ มาสู่เวียดนามกลางทว่าแม่น้ำสานี้ยังมีความสวยงามของทัศนียภาพที่ผลมผสานระหว่างเมืองท่าที่คึกคักกับ ธรรมชาตฺที่สวยงามของขุนเขาน้อยใหญ่ได้อย่างลงตัวหากคุณมาเยือนเมืองท่าดานังก็ควรหาเวลามาเดินเล่นที่ถนนเลียบแม่น้ำ หานเช่นกัน เพราะตังอยู่ไม่ไกลจากเมืองดานัง เดินทางมาสะดวก มีทางเดินเลียบแม่น้ำที่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยสวนย่อม สีเขียว วิวทิวทัศน์ก็สวยงามน่าชมตั้งแต่ยามเช้ามที่แสงแรกแห่งวัโผล่พ้นภูผา บรรยากาศยามเย็นก็น่าเดินเล่นพักผ่อน นอกจาก นี้ยังมีเรือดินเนอร์ ที่ให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่บริดวณตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจามโดยระหว่างล่องเรือคุณจะได้ ้ลิ้มรถอาหารเวียดนามไปพร้อมกับชมความสวยงามของแสงสีในยามค่ำคืน นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าประทับใจ


โบสถ์คริสต์(Danang Cathedral)

ที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองดานังติดกับถนนตรันฝู เยื้องกับโรงแรมแบมบูกรีนจุดเริ่มต้นของศาสนาคริสต์ในประเทศเวียดนาม เริ่มจากมิชชันนารีตะวันตกพวกแรกได้เดินทางเข้ามาในอ่าวตัวเกี๋ยทางภา๕เหนือของเวียดนามในปี พ.ศ.2076 และเผยแผ่เข้าสู่ เวียดนามกลางอย่างถาวรเมื่อปี พ.ศ.2158โดยคณะมิชชันนารีโปรตุเกสโบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2466 สมัยตกเป็นอาณา นิคมของฝรั่งเศส จุดเด่นของโบสถ์ดานังแห่งนี้คืดตึกสไตล์กอทิธสีชมพูสวยที่สร้างขึ้นให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของเมือง ดานังภายนอกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยลวดลายอันปราณีต ถัดเข้าไปด้านในเป็นห้องโถงอันกว้างขวาง ตกแต่งด้วยกระจกสีสัน สวยงาม ชาวเมืองจะเดินทางมาที่โบสถ์แห่งนี้ในตอนเช้าแลเย็นของทุกวันโดยเฉพาะวันอาทิตย์จะคลาคล่ำไปด้วยจักยานยนต์ ของชาวเมืองที่เดินทางมาเข้าโบสถ์นิกายโรมันคาทอลิกที่เหนียวแน่นอีกแห่งหนึ่งของเวียดนาม


วัดกาวได๋(Cao Dai Temple)

เมื่อคุณมาเยือนวัดกาวได๋ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความแตกต่างจากวัดทั่งไปในศาสนาพุธ ด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสาน กันระหว่างความศรัทธากับวัฒนธรรมอันหลากหลาย เห็นได้จากการตกแต่งผนังโบสถ์ด้วยรูปปั้นของพระเยซู ขงจือ พระพุทธเจ ้า พระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ ถัดเข้ามาภายในคุณจะพบกับสัญลักษณ์ที่สำคัญกับลัทธินี้คือลูกกลมที่ทำจากกระดาษระบาย สีเป็นรูปดวงตามีรัศมีของดวงอาทิตย์ล้อมรอบ วางอยู่ตรงกลางแท่นบูชา รอบๆมีพระพุทธรูป ขลจื๊อ เล่าจื๊อ นักบุญ และเทพเจ้าทั้งหลาย ประดิษฐานอยู่ ตามหลักการของลัทธินี้ที่พยายามนำเอาความศรัทธาทั้งหมดที่มีอยู่ในเวียดนามมาอยู่ภายใต้ผู้สร้างสูงสุด เพียงหนึ่งเดียวคือกาวได๋ โดยเริ่มจาก 3 ศาสนาหลักก่อนคือ พุทธ เต๋า ขงจื๊อ แต่ต่อมาขยายไปถึงศาสนาคริสต์ อิสลาม และลัทธิ ตามความเชื่ออื่นๆ


วัดกวางมินห์(Quang Minh Temple)

ภายในตัวเมืองดานังมีวัดทางพระพุทธศาสนาที่น่าสนใจอยู่ 3 แห่ง ตั้งแต่ วัด Phap Lam ที่สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2479 มีจุดเด่นอยู่ที่พระพุทธรูปปูนปั้นสังคจายองค์ใหญ่ที่ตั้งอยู่ภายในวัด ถัดมาทางใต้ตรงข้ามกับถนน Phan Chu Trinh เป็นที่ตั้งของ วัด Phu Da สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2466 นับป็นวัดกเก่าแก่ในดานังที่มีสถาปัตยกรรมที่น่าเยี่ยมชม ภายในมีโรงเรียนสอยศาสนาสำหรับ ผู้ที่สนใจ ส่วนวัดสุดท้ายที่ไม่ควรพลาดชมแม้มีเวลาน้อยคือ วัดกวางมินห์เพราะเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปปูแนสีขาวที่สูงราว 36 เมตร นับเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นที่ใหญ่ที่สุดในเขตเวียดนามกลาง ชาวดานังและนักท่องเที่ยววที่มาเยือนก็นิยมมาสักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล บรรยากาศภายในวัดค่อนข้างเงียบสงบ ร่มรื่นไปด้วยร่มเงาของต้นไม้น้อยใหญ่


อ่าวดานัง(Danana Bay)

ห่างจากตัวเมืองดานังออกมาทางทิศเหนือราว 15 กิโลเมตร คุณจะได้พบกับชายหาดที่ทอดยาวขนานไปกับทิวเข้าสลับซับ ซ้อน หรือที่ชาวเวียดนามเรียกกันว่า อ่าวดานัง แม้ว่าที่นี้จะไม่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของหาดทรายที่ติดกับน้ำทะเลสีฟ้าคราม เหมือนชายหาดขึ้นชื่ออย่างนอนเนื้อก แต่สิ่งที่คุณได้พบเห็นคือวิถีชีวิตชาวบ้านที่ใช้เรือกระจาดออกหาปลา เรือที่ทำจากไม้ไผ ่สานทั้งลำชันด้วยยา พาหนะล่องลอยเหนือแผ่นน้ำที่หาดูได้จากที่นี้เพียงแห่งเดียว ลักษณะของอ่าวดานังเป็นหาดทรายสีน้ำตาลเข้ม เต็มไปด้วยเรือกระจาดที่จอดเรียงรายอยู่ริมฝั่งตลอดจนเรือที่ออกหาปลา อยู่กลางทะเลทำให้ที่เหมะแก่การมาเดินเล่นชมวิวทิวทัศน์มากกว่าที่จะลงเล่าน้ำสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งโรงเรียนและร้านอาหาร ก็ยังไม่มีมากนักนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงนั่งรถมาเพื่อชมวิวเพพลินๆจากนั้นก็กลับไปพักในตัวเมือง


ภูเขาหินอ่อน(Marble Mountains)

ที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองดานัง ประกอบด้วยเนินเขาน้อยใหญ่ 5 ลูกชาวเวียดนามจึงเรียกภูเขาหินอ่อนนี้ว่า ภูเขาแห่ง ธาตุทั้งห้าอดีตภูเขาเหล่านี้เคยเป็นกลุ่มของกาะนอกชายฝั่ง 5 เกาะแต่เนื่องมาจากการตกตะกอนปีแล้วปีเล่าทำให้กลายเป็นส่วน หนึ่งของแผ่นดินใหญ่ภายในภูเขามีแท่นบูชาของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และเทพเจ้าองค์อื่นๆตามความเชื่อของชาวบ้านที่ อาศัยอยู่ในแถบนั้น ภูเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ถุ่ยเซิน ซึ่งในอดีตชาวเมืองจามเคยใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาปัจจุบัน ถ้ำแห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ศาสนาอยู่เช่นเดิม สำหรับจุดน่าสนใจในการเที่ยวชมภูเขาหินอ่อนแห่งนี้เริ่มตั้งแต่บริเวณทางขึ้นที่มีร้านค้าที่แกะสลักหินอ่อนเป็นลวดลาย ต่างๆให้เลือกซื้อเลือกชมจากนั้นผ่านบันไดทางขึ้นค่อนข้างชันมายังลานด้านบนมีทางเดินต่อไปยังจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเมือง ดานังท่ามกลางขุนเขาบริวารน้อยใหญ่ได้อย่างสวยงามลอดจนถ้ำที่ดูลึกลับหลายแหล่งขากลับแนะนำให้เดินลงดอีกด้านหนึ่งเพราะ เป็นเส้นทางที่จะพาคุณไปสู่จุดชมวิวที่มองเห็นพื้นน้ำสีฟ้าครามของท้องทะเลดานังได้กว้างไกลสุดสายตาแล้วเจดีย์ทรงเก๋ที่มีความ สำคัญภายในภูเขาหินอ่อนอันเป็นจุดสุดท้ายของการเที่ยวชม



ในเมืองฮอยอัน

เมืองเก่าฮอยอัน

ย่านเก่าแก่ที่สุดของเมืองอยู่ในเขตใต้ติดกับแม่น้ำทูโบน ถนนเลเลย สายแรกของเมืองตัดตั้งฉากกับแม่น้ำ สร้างเมื่อ  400 ปีมาแล้ว ตามด้วยย่ายชาวญี่ปุ่นมีสะพานหลังคาปิดและร้านค้ากับบ้านแบบญี่ปุ่น อีก 50 ปีต่อมาเริ่มสร้างย่านชาวกวางตุ้ง ด้านตะวันตกของเมือง อดีตของฮอยอันได้ถูกอนุรักษ์ไว้อย่างดีในงานสถาปัตยกรรม ย่านเก่าแก่มีการผสมผสานกันอย่างกลมกลืน ของวัด เจดีย์ ศาลาประชาคม ศาลเจ้า บ้านประจำตระกูล ร้านค้าและบ้านชาวบ้าน เช่นเดียวกับหลายๆ เมือง


ตลาดฮอยอัน

เป็นที่ที่เหมาะเป็นจุดเริ่มออกเดินเที่ยว มีเจดีย์กับบ้านประจำตระกูลสัก 20 หลังตั้งอยู่ใจกลางเมืองเก่า วัดกับบ้านเหล่านี้ส่วนใหญ่ สร้างโดยชุมชนชาวจีนอพยพ ในช่วงเวลา 40 ปี จากปี 1845 ถึง 1885


วัดฟุกเกี๋ยน

ที่ถนนตรันฝู สร้างในปี 1792 เป็นสถานที่พบปะของญาติมิตรร่วมแซ่หลายรุ่น ที่อพยพมาจากฝูเจี้ยนทางใต้ของจีน ที่วัดนี้คนเหล่านี้จะมาระลึกถึงชาติกำเนิดและบูชาบรรพบุรุษ เดิมเคยเป็นเจดีย์สร้างอุทิศให้กับลัทธิความเชื่อ เจ้าแม่เทียนเห่า มีงานไม้แกะสลักอันวิจิตรบรรจงจำนวนมาก


สมาคมฟุกเกี๋ยน (Phuoc Kien Assemble Hall)

ถนนสายตรันฝูนอกจากจะเป็นศูนย์กลาง ของการเที่ยวชมเมืองโบราณฮอยอันแล้วยังเป็นศุนย์รวม ของชาวจีนที่อพยพเข้ามาในช่วงปี พ.ศ.2388 – พ.ศ.2428 ดังจะเห็นได้จากบ้านเก่าแก่ประจำตระกูลกว่า 20 หลัง ตลอดจนจั่วฟุกกี๋ยนที่สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2335 ซึ่งเป็นสมาคมชาวจีนที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของเมืองฮอยอัน ใช้สำหรับเป็นที่พบปะของคนหลายรุ่นที่อพยพมาจากฟุกเกี๋ยนที่มีแซ่เดียวกันและยังให้เป็นที่ระลึกถึงถิ่นกำเนิดและบูชาบรรพบุรุษของตน และภายในยังเป็นที่ตั้งของวัดที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับลัทธิของพระนางเทียนเทียนเห่า มีจุดเด่นอยู่ที่งานไม้แกสลักลวดลายสวยงามน่าชม และหากไม่เร่งรีบไปไหน สองฟากฝั่งของถนนตรันฝูยังเต็มไปด้วยร้านขายสินค้าทำมือให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกทั้งงานแกะสลักไม้ โคมไฟจากผ้าไหมหลากสี งานแอนทิคงามๆภาพวาดที่สะท้อนวิถีที่เรียบง่ายของชาวฮอยอัน ตลอดจนร้านอาหารหลากสัญชาติหลายบรรกาศ


สะพานญี่ปุ่น(Japanese Covered Bridge)

สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองฮอยอันที่คุณต้องมาชมคือ สะพานญี่ปุ่นที่ได้รับการก่อสร้างโดยชุมชนชาวญี่ปุ่น เมื่อ 400 กว่าปีที่แล้วในช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งทอดเชื่อมเขตกามโฝกับมิงห์เฮืองเข้าไว้ด้วยกัน รูปทรงโค้งของสะพานแล้วหลังคามุงกระเบื้องสีเขียวและเหลืองเป็นคลื่น ตรงกลางของสะพานมีเจดีย์ทรงจัตุรัสที่สร้างอุทิศแก่ดั๊กเดและตรันหวู ก่อนเดินข้ามสะพานด้านซ้ายมือจะมีรูปปั้นสุนัขกำลังนั่ง แล้วเมื่อข้ามไปแล้วก็จะเจอลิงอีกตัว นับเป็นสิ่งที่ช่างสมัยก่อนแสดงให้เห็นถึงระยะเวลาในการก่อสร้างสะพานแห่งนี้ เมื่อข้ามสะพานมายังอีกฟากหนึ่งของเมือง คุณจะเห็นบ้านเรือนเก่าสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ตลอดจนร้านสไตล์อาร์แกลอรี่ริมถนนคนเดินสองฝากฝั่งถนนให้คุณได้เลือกซื้อเลือกชม


บ้านเลขที่ 101 (Old House No.101)

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการมาเยือนเมืองฮอยอัน คือการได้เข้าเยื่อนชมบ้านประจำตระกูลเก่าแก่ที่ยังคงงดงาม มีให้เลือกชมอยู่หลายหลังแต่คุณสามารถเลือกชมได้เพียง 1 หลังจากบัตรเข้าชมนอกจากนี้คุณต้องจ่ายค่า เข้าชมในบ้านแต่ละหลังเอง เริ่มตั้งแต่ถนนตรันฝู ที่ตั้งของบ้านเลขที่ 77 ซึ่งเป็นบ้านของลูกหลานชาวจีนเก่าแก่อาย่เกือบ 80 ปี ภายในเครื่องไม้ประดับตกแต่งอย่างงดงาม ถัดมาที่ถนนเหวียนไทฮ็อกที่ถือว่าเป็นศูนย์รวม ของสถาปัตยกรรมมแบบฮอยอัน บนถนนสายนี้มีบ้านประจำตระกูลเก่าแก ่ให้เลือกเข้าชมทั้งหมด 3 หลังด้วยกัน เริ่มจาก บ้านเลขที่ 22 บ้านเก่า 2 ชั้น ของชาวจีนที่เข้ามาติดต่อเพื่อซื้อขายอบเชย สร้างมาเกือบ 90 ปีแล้วภายในแบ่งเป็น 2 ช่วงคือบ้านไม้และบ้านปูนเก่าที่สร้างอย่างประณีต เป็นครอบครัวใหญ่ที่เปิดให้เข้าเยี่ยมชมได้ และที่พลาดไม่ได้คือบ้านเลขที่ 101 เป็นบ้านของจีนในตระกูล Tan Ky นับเป็นบ้านไม้ที่เก่าแก่ และสวยงามที่สุดของเมืองฮอยอัน สร้างขึ้นเมื่อ 75 ปีที่แล้วและอยู่กันมา 5 ชั่วอายุคน ภายในแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างลงตัวตั้งแต่ ห้องสมุดสมัยก่อน ห้องรับแขก และห้องครัว


ในเมืองดาลัด

โบสถ์คริสต์

โบสถ์สีชมพูอมส้มแห่งนี้ตั้งอยู่กลางเมืองดาลัด มองเห็นได้ชัดเจน จากทุกมุมเมือง และเป็นเสมือนสัญลักษณ์หากมองเห็นภาพ ซึ่งบันทึกทิวทัศน์ของเมืองนี้ทีเดียว สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1940 และเป็นโบสถ์ของชาวคริสต์โปแตสแตนท์เพียงไม่กี่แห่งในเวียดนาม และปัจจุบันนี้ที่นี่ก็ไม่ได้คึกคักหรือมีผู้มาเยือนมากนัก แต่ด้วยความงดงามในการตกแต่งสไตล์ตะวันตกทำให้นักเดินทางไม่ควรพลาดชม


พระราชวังฤดูร้อนของจักรพรรดิเบ๋าได่

ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งเวียดนามได้รับการออกแบบและปลูกสร้างอยู่ใต้ร่มเงาของทิวสนใหญ่ ซึ่งพระราชวังแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้าง ถึง 5 ปี โดยเริ่มต้นก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2476 ซึ่งภายในตัวตึกมีห้องภาพของพระเจ้าเบ๋าได่ พระมเหสี พระโอรส ธิดา และมีห้องสำหรับทรงงานซึ่ง มีโทรศัพท์วางอยู่สองเครื่องด้วยกัน อีกเครื่องคาดว่าน่าจะเป็นของ เหวียนวันเทียว อดีตประธานาธิบดีของเวียดนามใต้ หลังจากปี พ.ค. 1975 พระเจ้าเบ๋าได่ เสด็จออกจากประเทศเวียดนาม ไปพำนักยังประเทศฝรั่งเศส พระราชวังแห่งนี้จึงกลายเป็น ที่พักของเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์


ในเมืองโฮจิมินห์

จัตุรัสโฮจิมินห์

มีรูปปั้นของอดีตประธานาธิบดี กับเด็กๆ ด้านหลังเป็นศาลาว่าการเมือง ซึ่งดูแปลกตาในสไตล์ฝรั่งเศส มองจากตรงนี้จะเห็นได้ถึงความจอแจของเมืองใหญ่ เพราะที่นี่นอกจากจะเป็นศูนย์กลางของเมืองแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางทางการค้าอีกด้วย


ตลาดบินถั่น

ตลาดแห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งจากคนพื้นเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะมีสินค้าจำหน่ายค่อนข้างหลากหลาย ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง เป้ นาฬิกา ของที่ระลึก อาหาร เครื่องเทศ ไปจนถึงอาหารสด และดอกไม้ สำหรับตลาดแห่งนี้ได้รับการก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2457 บนพื้นที่ราว 1 ตารางกิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในเมืองโฮจิมินห์ มีหอนาฬิกาอยู่ด้านหน้าลักษณะเด่นมาก หากเดินรอบๆ ตลาดก็จะได้เห็นภาพต่างกัน บริเวณนี้มีร้านขายเป้อยู่หลายร้านแต่ไม่อยู่ในตลาด ซึ่งนักเดินทางอาจหาติดไม้ติดมือมาด้วยก็ยิ่งดี เพราะราคาไม่แพงมากนัก


โบสถ์นอร์ทเธอดาม

สำหรับโบสถ์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามที่สุดแห่งหนึ่งในเวียดนาม โดยในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากมาย ลักษณะของตัวโบสถ์เป็นรูปแบบ ของสมัยอาณานิคม มีหอคอยคู่สี่เหลี่ยมอยู่ด้านหน้าสูง 40 เมตร เป็นเอกลักษณ์ที่แสนสง่างามของโบสถ์แห่งนี้ ด้านหน้าโบสถ์มีรูปปั้นขนาดใหญ่สีขาวเด่นเป็นสง่าของพระแม่มารี สำหรับโบสถ์นอร์ทเธอดาม ได้รับการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2420 และมาสำเร็จในอีก 6 ปีต่อมา สังเกตได้ว่าที่นี้ไม่มีการประดับกระจก เหมือนเช่นที่อื่นก็เพราะได้รับความเสียหายจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนที่นี่มาก เพราะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ร่วม อันหมายถึงการเข้ามาของตะวันตก และสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองโฮจิมินห์


ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์

สำหรับไปรษณีย์กลางแห่งนี้ได้รับการออกแบบ และก่อสร้างในสไตล์ฝรั่งเศส และได้รับการออกแบบตกแต่งอย่างงดงามด้วยกระจกสี ได้รับการก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2439 และสำเร็จในปี พ.ศ. 2444 ซึ่งที่นี่ยังเป็นไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามอีกด้วย มีความโอ่โถงและอ่อนช้อยทว่ามั่นคง จนทำให้นักออกแบบมากมาย ต้องมาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบตกแต่งอาคารหลังนี้ เมื่อขายไปภายในอาคารไปรษณีย์ จะพบกับความโอ่โถงของตึก ภายใต้การออกแบบก่อสร้างในสไตล์ยุโรป ที่เน้นความอลังการและหรูหราภายใต้หลังคาโค้ง มีการประดับภาพแผนที่ทางทะเลโบราณ และที่ขาดไม่ได้คือภาพของอดีตผู้นำประเทศโฮจิมินห์ โดยภายในมีบริการหลายด้านทั้งส่งจดหมาย แสตมป์เพื่อการสะสมโปสการ์ด โทรศัพท์ระหว่างประเทศในอัตราค่าบริการมาตรฐานนักท่องเที่ยว ที่มาเยือนเมืองนี้ต่างเข้าไปสัมผัสบรรยากาศภายในไปรษณีย์ เพื่อเก็บความประทับใจของอาคารสไตล์ยุโรปแห่งนี้


พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ

สำหรับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ชาวเวียดนามออกเสียงเรียกว่าเวียนบ่าวตางหลิกสือ ตั้งอยู่ภายในสวนพฤกษศาสตร์ใกล้กับประตูทางเข้า สร้างโดยฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2570 เป็นตึกทรงยุโรปที่งดงามอีกแห่ง ที่นี่มีโบราณวัตถุที่แสดง ถึงวิวัฒนาการของวัฒนธรรมต่างๆ ในเวียดนามตั้งแต่อารยธรรมยุคสำริดดงเซิน ไปจนถึงอารยธรรมฟูนัน จาม และเขมร ในบรรดาสิ่งที่จัดแสดงไว้มีโบราณวัตถุยุคหิน สำริด ศิลาจารึก กลองมโหระทึก เครื่องปั้นดินเผางานศิลปะของชาวจาม และเครื่องแต่งกายพื้นเมืองของชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ บนชั้นสามทางด้านหลังของอาคารมีห้องสมุดวิจัยที่เก็บรวบรวมหนังสือ จากยุคฝรั่งเศสที่น่าสนใจไว้เป็นจำนวนมาก


พิพิธิพันธ์โฮจิมินห์

เป็นสถานที่จัดแสดง เรื่องราวส่วนตัวของอดีตผู้นำประเทศเวียดนาม และการต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยของคนในชาติอีกด้วย มีการจัดแสดงเรื่องราวต่างๆ ไว้เป็นหมวดหมู่น่าสนใจ สำหรับอาคารพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ มีชื่อเรียกกันอย่างเล่นๆ ว่า บ้านมังกร โดยอาคารหลังนี้เริ่มต้นก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2406 และต่อเนื่องผูกพันกับโฮจิมินห์ในวัยหนุ่มมาก จนไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสและกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะนำประเทศเข้าสู่การปฏิวัติและการขับไล่ชาติตะวันตก รวมถึงการรวมเวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ให้เป็นประเทศเวียดนาม พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ ก็เป็นเหมือนกับสถานที่ส่วนตัวทั่วไป ที่ทุกห้องทุกชั้นมีเฉพาะเรื่องราวของเจ้าบ้านเต็มไปหมด แต่ก็มีการจัดสรรไว้อย่างเรียบร้อยสะอาดตา มีการแบ่งหมวดหมู่อย่างชัดเจน ทั้งหมดมีด้วยกัน 2 ชั้น บนระเบียงชั้น 2 สามารถมองเห็นสายน้ำไซง่อน ได้เป็นอย่างดีมีเรือบรรทุกสินค้าลำใหญ่ๆ จอดอยู่มากมาย


ทำเนียบของอดีตประธานาธิบดีเวียดนามใต้

ทำเนียบของอดีตประธานาธิบดีเวียดนามใต้ ซึ่งปัจจุบันเรียกกันว่าทองยัด และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์อีกด้วยอาคารทันสมัยหลังใหญ่นี้ รายรอบด้วยสวนขนาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณที่เคยเป็นทำเนียบของผู้ว่าการชาวฝรั่งเศสที่เรียกว่า ทำเนียบโนโรดซึ่งมีอายุย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ. 2411 หลังจากที่ข้อตกลงเจนีวานำจุดจบ มาสู่การยึดครองของฝรั่งเศส โงดิงห์เยียม ประธานาธิบดีของเวียดนามใต้ ได้พำนักอยู่ในทำเนียบแห่งนี้ ใน พ.ศ.2506 ทำเนียบนี้ถูกทิ้งระเบิด โดยนายทหารอากาศเวียดนามใต้ และได้มีการสร้างอาคารใหม่ที่รู้จักกันในชื่อ ทำเนียบอิสระภาพขึ้นแทนที่โครงสร้างเก่า ที่ถูกทำลายอาคารในปัจจุบันออกแบบโดยโงเวียดทู สถาปนิกชาวเวียดนามผู้สำเร็จการศึกษา จากฝรั่งเศส และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2509 ก่อนจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 เมื่อกองกำลังอมมิวนิสต์ได้เลื่อนขวนรถถังเข้า ชนประตูเหล็กด้านหน้าของทำเนียบและโค่นรัฐบาลเวียดนามใต้ลง  ทุกวันนี้ทำเนียบเดิมถูกเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมได้ โดยทุกสิ่งทุกอย่างถูกทิ้งไว้ให้เหมือนสภาพเดิมในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2509 โดยชั้นล่องเป็นห้องจัดเลี้ยง ห้องโถงใหญ่ซึ่งรัฐบาลเวียดนามใต้ ประกาศยอมแพ้และห้องเล็กถูกใช้สำหรับการบรรยายสรุปประจำวัน ทางทหารในระหว่างช่วงก่อนที่รัฐบาลเวียดนามใต้จะถูกโค่น ส่วนชั้นสอง เป็นห้องรับรองของประธานาธิบดีตรันวันเฮือง และห้องรับรองของประธานาธิบดีเทียว ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยห้องนอน ห้องรับประทานอาหาร และห้องสวดมนต์แบบคาทอลิก ชั้นสามเป็นห้องรับรองของภริยาประธานาธิบดี และชั้นสี่เป็นห้องฉายภาพยนตร์ส่วนตัว และลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งจากที่นี่จะสามารถเห็นทิวทัศน์อันงดงามของถนนเลหย่วน ได้เป็นอย่างดี ด้านหลังทำเนียบเป็นสวนสาธารณะกงเวียดวันฮวา ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียร่มรื่นสบายตา ด้านหน้าถนนเลหย่วน ถูกกั้นไว้ด้วยสวนสาธารณะใหญ่แห่งหนึ่งที่ร่มครึ้มด้วยไม้ใหญ่ บริเวณด้านหนึ่งใกล้กับถนนไทวันลุง สำนักงานของโครงการอพยพอย่างมีระเบียบของอเมริกันซึ่งตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2523 เพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กลูกครึ่งอเมริกัน-เอเชีย และผู้ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กัน


ในเมืองหวุ่งเต่า

หาดถุ่ยวัน

เป็นหาดที่งดงามและมีความยาวถึง 7 กิโลเมตรไปตามชายฝั่งทะเลตะวันออก ถุ่ยวัน ได้รับความนิยมมากในหมู่ชาวพื้นเมือง และมีคนค่อนข้างแน่นในช่วงสุดสัปดาห์ สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว และความเป็นธรรมชาติมากกว่าก็สามารถมุ่งหน้าไปที่หาดทรายอีกหลายแห่งที่มีต้นไม้ขึ้นเป็นทิว และเงียบสงบมากกว่า หรืออ่าวตามเดืองบนชายฝั่งด้านตะวันตก


วิลล่าบลองเว่

อยู่ในบริเวณอันงดงามบนไหล่เขานุยเลินสำหรับบ้านพักตากอากาศแห่งนี้มีลักษณะโดดเด่นมาก ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ที่สามารถมองเห็นเมืองได้เป็นอย่างดี  และเป็นจุดชมทิวทัศน์อันตระการตาเหนือหวุงเตาอีกด้วย วิลล่านี้สร้างโดยผู้ปกครองชาวฝรั่งเศสซึ่งมักจะเรียกว่าเป็นทำเนียบผู้สำเร็จราชการ พระเจ้าแถงห์ไท เคยประทับอยู่ที่นี้ระหว่างปี พ.ศ. 2540-2459 จนกระทั่งพระองค์ถูกเนรเทศออกไปพร้อมกับพระเจ้ายวุยเติน โอรสของพระองค์ไปประทับอยู่บนเกาะรียูเนี่ยนต่อมาวิลล่าแห่งนี้ ได้กลายเป็นที่พักริมฝั่งทะเลของประธานาธิบดีเวียดนามใต้ 2 คน เยียมและเทีย


 
 

 

 

เตรียมตัวเที่ยว
ข้อมูลเที่ยวต่างประเทศ
เที่ยว เอเซีย
เขมร กัมพูชา | ลาว | เวียดนาม | พม่า | ญี่ปุ่น | เกาหลี | จีน | ฮ่องกง | มาเก๊า | มาเลเซีย | สิงคโปร์ | อื่นๆ |
เที่ยว ยุโรป
เที่ยว อเมริกา
เที่ยว ออสเตรเลีย | นิวซีแลนด์
เที่ยว แอฟริกา

 

เช่ารถตู้ บริการเช่ารถตู้ จองรถตู้
 

 

 

    บริษัททัวร์
tour หมายเหตุ : ทัวร์ทุกกรุ๊ปของบริษัทฯ รวมค่าภาษีสนามบินทุกแห่ง ค่าวีซ่า ค่าภาษีน้ำมัน ของสายการบินต่างๆ แล้ว / ขอสวงนสิทธิ์ในการปรับราคา หากมีการขึ้น่าธรรมเนียมน้ำมันจากสายการบิน ติดต่อสอบถามได้ที่ฝ่ายขาย tour
 
 

 

 
     
  | บริษัททัวร์ | หน้าหลัก | ทัวร์ในประเทศ | ทัวร์เอเซีย | ทัวร์ยุโรป | ทัวร์อเมริกา แคนาดา | ทัวร์ออสเตรเลีย | ทัวร์นิวซีแลนด์ | ทัวร์รัสเซีย | ทัวร์แอฟริกา | ทัวร์จีน | ทัวร์ไต้หวัน | ทัวร์ฮ่องกง | ทัวร์มาเก๊า | ทัวร์เกาหลี | ทัวร์ญี่ปุ่น | ทัวร์เขมร | ทัวร์กัมพูชา | ทัวร์นครวัด | ทัวร์ลาว | ทัวร์วียดนาม | ทัวร์พม่า | ทัวร์มาเลเซีย | ทัวร์สิงคโปร์ | ทัวร์บรูไน | ทัวร์อินโดนีเซีย | ทัวร์บาหลี | ทัวร์อินเดีย | ทัวร์เนปาล | ทัวร์อียิปต์ | ทัวร์จอร์แดน | ทัวร์ตุรกี | ทัวร์โอซาก้า | ทัวร์ต่างประเทศ | ทัวร์  
     
  ทัวร์จีน | ทัวร์ปักกิ่ง | ทัวร์เซี่ยงไฮ้ | ทัวร์กุ้ยหลิน | ทัวร์คุนหมิง | ทัวร์กวางเจาเทรดแฟร์ | ทัวร์ซีอาน | ทัวร์ฮาร์บิน | ทัวร์จางเจียเจี้ย | ทัวร์เฉินตู | ทัวร์ทิเบต | ทัวร์สิบสองปันนา  
     
       
  บริษัททัวร์ กัสโต้ เวิลด์ ทัวร์ Gusto World Tour

บริษัททัวร์ กัสโต้ เวิลด์ ทัวร์ (Gusto World Tour Co,. Ltd.)

สาขา กรุงเทพฯ
8/29 ถ.สุคนธสวัสดิ์ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กทม. 10230
โทร 02-542-4040 แฟกส์ 02-542-4292

Web : http://www.gustotour.com  Email : gusto@gustotour.com

สาขา สุราษฎร์ธานี
138/5 ถ.ชนเกษม ต.ตลาด อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี 84000
โทร 077-275-885 แฟกส์ 077-275-884
Web : http://www.gustotour.com  Email: gtsurat01@gustotour.com